หลักสูตรที่สอนมี 6 หลักสูตรดังนี้   สอนระบบ OJT  

กำหนดวันสอน โดยผู้เรียน นัดวันว่างมาเอง 1 วัน 

1.สอนเทรด และเปิดบัญชี OPTIONS ในตลาดอเมริกา COMPOSITE NASDAQ * ปรับปรุงคุณภาพใหม่หมด 
ฃื้อขายในหุ้นหลัก GOOGกูเกิล AAPLแอพเปิล JPMเจพีมอแกนเชส BACแบ๊งออฟอเมริกา FBเฟสบุค C ซิตี้กรุป 
MSFT ไมโครซอฟ AMZN อเมซอน MS มอแกนสแตนเล่ INTC อินเทลคอปอร์เรชั่น CAT GE AIG WMT FDX GM INTC XOM EBAY F BA โบอิ้ง และหุ้นอื่นที่สำคัญ อีกหลายร้อยตัว 
คาเล่าเรียน = 10000 บาท ใช้เวลาเรียน 1 วัน จันทร์ ถึง อาทิตย์

2.สอนเทรดและเปิดบัญชี ฟอร์เร็ก ซื้อขาย ในหุ้นหลัก GOOGกูเกิล AAPLแอพเปิล JPMเจพีมอแกนเชส BACแบ๊งออฟอเมริกา FBเฟสบุค C ซิตี้กรุป MSFTไมโครซอฟ AMZN อเมซอน MS มอแกนสแตนเล่ INTC อินเทลคอปอร์เรชั่น CAT GE AIG WMT FDX GM INTC XOM EBAY F BA โบอิ้ง และหุ้นอื่นที่สำคัญ อีกหลายร้อยตัว และสกุลเงินหลัก eurusd gbpusd usdjpy usdchf usdcad audusd nzdusd eurchf eurgbp eurjpy และอีกมากมาย หลักสูตรแบบเจาะลึก 
ค่าเล่าเรียน= 10000 บาท ใช้เวลาเรียน 1 วัน  จันทร์ ถึง อาทิตย์ 

3.สอนเทรดหุ้นstockในอเมริกาและเปิดบัญชีในตลาดอเมริกา 1. NYSE นิวยอร์คstock exchange และตลาด 2. composite nasdaq 
ในหุ้นหลัก goog aapl tsla dell spy fb gm ic xom ebay f bac msft bbry amzn wmt และหุ้นอื่นที่สำคัญ 
อีกหลายร้อยตัว 
ค่าเล่าเรียน = 10000 บาท ใช้เวลาเรียน 1 วัน  จันทร์ ถึง อาทิตย์

4.สอนเทรด ซื้อขาย CFD ในหุ้นหลัก GOOGกูเกิล AAPLแอพเปิล JPMเจพีมอแกนเชส BACแบ๊งออฟอเมริกา FBเฟสบุค C ซิตี้กรุป MSFT ไมโครซอฟAMZN อเมซอน MS มอแกนสแตนเล่ INTC อินเทลคอปอร์เรชั่น CAT GE AIG WMT FDX GM INTC XOM EBAY F BA โบอิ้ง และหุ้นอื่นที่สำคัญ อีกหลายร้อยตัว และสกุลเงินหลัก eurusd gbpusd usdjpy usdchf usdcad audusd nzdusd eurchf eurgbp eurjpy และอีกมากมาย หลักสูตรแบบเจาะลึก 
ค่าเล่าเรียน= 10000 บาท ใช้เวลาเรียน 1 วัน  จันทร์ ถึง อาทิตย์

5.สอนเทรดฟิวเจอร์ทองคำ,แร่เงินและไบนารี OPTIONS ซื้อขาย ในหุ้นหลัก GOOGกูเกิล AAPLแอพเปิล JPMเจพีมอแกนเชส BACแบ๊งออฟอเมริกาFBเฟสบุค C ซิตี้กรุป MSFT ไมโครซอฟ AMZN อเมซอน MS มอแกนสแตนเล่ INTC อินเทลคอปอร์เรชั่น CAT GE AIG WMT FDX GM INTC XOM EBAY F BA โบอิ้ง และหุ้นอื่นที่สำคัญ อีกหลายร้อยตัว และสกุลเงินหลัก eurusd gbpusd usdjpy usdchf usdcad audusd nzdusd eurchf eurgbp eurjpy และอีกมากมาย หลักสูตรแบบเจาะลึก 
ค่าเล่าเรียน= 10000 บาท ใช้เวลาเรียน 1 วัน จันทร์ ถึง อาทิตย์


6.สอนกราฟเทคนิคและตีกราฟหุ้นขั้นสูง 
ใช้สำหรับเทรดหุ้นได้ทั่วโลก ,ทองคำ ,ฟอร์เร็ก ,CFDs , และออฟชั่นอเมริกา
ค่าเล่าเรียน = 7000บาท 


เรียน 6 หลักสูตรพร้อมกัน ในราคาพิเศษรวม=20000 เท่านั้น
 
 
 

 เนื้อหาที่เรียนเข้มข้น 

1. Module 1 ลักษณะและประเภทของออปชั่น 

ลักษณะการให้สิทธิพื้นฐานright 

2. Module 2 call options , put options 

-การใช้สิทธิ 

3. Module 3 ลักษณะการใช้สิทธิexercise 
style 

-แบบยุโรปEuropean options , แบบอเมริกัน American options 
-แบบอเมริกันเทียมหรือแบบเบอร์มิวตัน 

4. Module 4 ลักษณะมูลค่าที่แท้จริงของออปชั่น moneyness 

In the money (itm) , at the money(atm) ,out of the money (otm) 

5. Module 5 ประเภทของสินค้าอ้างอิง 

-ออปชั่นในหุ้นสามัญstock options , ออปชั่นในดัชนีหลักทรัพย์index 
options 

-การหาจุดเข้าซื้อของตลาด 

จากเทคนิคการใช้กราฟ 150 แบบ ตังอย่างเช่น slow stochastic,macd, avg , cci,rsi ,Bollinger bands 

6. Module 6 Workshop การใช้โปรแกรมวิเคราะห์ options 

-โปรแกรม 10 broker 

7. Module 7 เรียนกลยุทธ์ options 

• Chart pattern for long call - covered call 

• Chart pattern for long put -protective put 

• Chart pattern for short call 

• Chart pattern for short put 

• Chart pattern for straddle - -long straddle, bottom straddle , short straddle ,top 
straddle 

• Chart pattern for strangle - - long strangle short strangle 

• Chart pattern for bull spreads – butterfly spreads , strip 
,strap , long strip ,long strap 

• Chart pattern for bear spreads – calendar spreads 

8.Module 8 กลยุทธเล้าใจ 

ภายใต้ข้อมูลข่าวสารครบถ้วน 

9.Module 9 How to trade corporate 
earning 

เพื่อสร้างผลตอบแทนในระดับสูง 

10. Module 10 System Backtesting , การใช้ platform และการ paper trading 

เรียนการทดสอบระบบการเทรดต่างๆ 
โดยการทำ Backtest เพื่อฝึกฝนให้เกิดความมั่นใจก่อน 

11. Module 11 Workshop การเปิดพอร์ตเพื่อทดลองเทรด 

เรียนการทดสอบระบบการเทรดต่างๆ 
โดยการทำ paper trading 

12. module 12 เปิดบัญชีเทรดจริงทันที 

หลักสูตรการเรียนการสอน/ค่าเล่าเรียนรวม=20000 (รวม5หลักสูตรปกติ) 

1.ทฤษฎีเนื้อหา รายละเอียด options เต็มสูตร 
2.หน้าจอเทรด realtime โบรกเกอร์ 10 กว่าโบรกเกอร์ในประเทศอเมริกา 
3.การวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน realtime (ทันเหตุการณ์รายวินาทีต่อวินาที) 
3.1 รายละเอียดEvent ข้อมูล ข่าวสาร realtime 
3.2 Load ฐานข้อมูล realtime + 
3.3 translator ล่วงหน้า เร็วกว่า website แปลไทย 1 ชั่วโมง 
4.การวิเคราะห์ข้อมูลทางเทคนิค graph 150 กว่าแบบ 
4.1 รายละเอียดเนื้อหาข้อมูลทางเทคนิค 
4.2 load หน้าจอ realtime ใช้วิเคราะห์เทคนิค 

5.ภาคปฎิบัติการ MIX FIVE สำคัญที่สุดในโลก สำหรับเทรดเดอร์มืออาชีพ 
5.1 สอนรายละเอียดการใช้ หน้าจอ 1.เปิดบัญชีเทรดจริง และฝึกเทรด  realtime ใช้เฉพาะส่งคำสั่งซื้อขาย 
5.2 สอนรายละเอียด หน้าจอ 2.กราฟเทคนิค realtime ใช้ดูซื้อตรงไหนและได้กำไรถึงไหนปิดถานะตรงไหน 
5.3 สอนรายละเอียด หน้าจอ 3.ข้อมูล ข่าวสาร event realtime ใช้ติดตามตั้งแต่ก่อนตลาดเปิดถึงปิดตลาด 
5.4 สอนรายละเอียด หน้าจอ 4.ดัชนี12 ตัว, kpi, indicator, ตัวชี้นำ realtime ใช้ตัดสินใจทิศทางไปทางไหน 
5.5 สอนรายละเอียด หน้าจอ 5. barchart realtime ใช้ติดตามการเคลื่อนไหวตัวหุ้นนั้นๆตลอดเวลารายทุกวินาทีตั้งแต่ต้นจนจบ
 
2.เวลาเรียนและตารางเรียน  คือ ผู้เรียนนัดวันที่ผู้เรียนว่างมา 1 วัน  
   ใช้เวลาเรียน 10.00 น เป็นต้นไปจนกว่าจะจบ  ประมาณ 1 วัน
 
3.ค่าเรียน 20000.-  ได้ครบทุกหลักสูตร รวม 5 หลักสูตร
 
 
 
สิ่งที่ต้องเตรียม   มีดังนี้ครับ
 
1.ใช้ notebook เท่านั้น  มีระบบปฏิบัติการ  windows  xp หรือ 7   ,  core i3  ขึ้นไป ,  มี google chome
 
2.สมุด ,ปากกา  , ชาร์ทแบตฯโน้ตบุคให้เต็ม 100%  และอาจารย์มีแบตสนามรองรับครับ
 
3.เตรียมถ่ายภาพสี หรือ scanสี  ด้านหน้าบัตรประชาชน 1 ชุด   ด้านหลังบัตรประชาชน 1 ชุด
 
    และเอกสารยืนยันที่อยู่ เช่น บิลค่าน้ำ ค่าไฟหรือโทรศัพท์ หรือบิลอื่นๆเช่นบัตรเครดิต   1 ชุด       ทั้งหมด save 

    ข้อมูลไว้ที่  notebook  ครับ
 
4.เอกสาร ตำรา ชีท  อาจารย์มีให้ครบ
 
5.เรียนวันที่....................  ณ  เซ็นทรัลพระรามที่2 ชั้น1  เวลา 10.00 เป็นต้นไปครับ จนกว่าจะจบหลักสูตร
 
    ประมาณ 1 วัน ครับ     เวลา ก่อน 10.00 น  อาจารย์จะโทรหา คุณ  ครับ
 
6. ค่าเล่าเรียนโอนเข้าบัญชี ธนาคารไทยพาณิชย์  สาขาสมุทรสาคร  เลขที่บัญชี  570-2-98069-5
 
     ชื่อบัญชี  พิทยา หาวิริยะ      
 
7.เก็บหลักฐานการโอนเงินไว้เป็นหลักฐาน ในการเรียนวัน   ดังกล่าว   ครับ
 
8.ติดต่ออาจารย์ได้  ตลอดเวลา 24 ชม. ดูแลตลอดชีพ ที่ mail     battgsdee@hotmail.com  และทาง
 
   โทรศัพท์   0958641592   ตลอดเวลา 24 ชม. LINE : PITAYA_RIN
 
 
 
ถ้าสนใจเรียน.-
 
    mail หรือ LINE ตอบกลับมานะครับ ให้ระบุวันเรียนมาแล้วอาจารย์จะตอบกลับ หรือ ถามได้ทุก
 
    เรื่องราวครับ ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ที่  BATTGSDEE@HOTMAIL.COM,LINE:PITAYA_RIN

สถานที่เรียน  เพิ่มเติมทั่วประเทศ

เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว 
เซ็นทรัลพลาซา รามอินทรา 
เซ็นทรัลพลาซา บางนา 
เซ็นทรัลพลาซา ปิ่นเกล้า 
เซ็นทรัล เซ็นเตอร์ พัทยา 
เซ็นทรัลพลาซา เชียงใหม่ แอร์พอร์ต 
เซ็นทรัลพลาซา พระราม 3 
เซ็นทรัลพลาซา พระราม 2 
เซ็นทรัลเวิลด์ 
เซ็นทรัลพลาซา รัตนาธิเบศร์ 
เซ็นทรัล ภูเก็ต 
เซ็นทรัลพลาซา แจ้งวัฒนะ 
เซ็นทรัลเฟสติวัล พัทยา บีช 
เซ็นทรัลพลาซา อุดรธานี 
เซ็นทรัลพลาซา ชลบุรี 
เซ็นทรัลพลาซา ขอนแก่น 
เซ็นทรัลพลาซา เชียงราย 
เซ็นทรัลพลาซา พิษณุโลก 
เซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9 
เซ็นทรัลพลาซา สุราษฎร์ธานี 
เซ็นทรัลพลาซา ลำปาง 
เซ็นทรัลพลาซา อุบลราชธานี 
เซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่ 
เซ็นทรัลเฟสติวัล หาดใหญ่ 
เซ็นทรัลเฟสติวัล สมุย 
เซ็นทรัลพลาซา ศาลายา 
เซ็นทรัลพลาซา ระยอง 
เซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต 
เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ 
เซ็นทรัลพลาซา นครศรีธรรมราช(สิงหาคม 2559)
เซ็นทรัลพลาซา นครราชสีมา(ไตรมาสที่ 4/2559-ไตรมาสที่ 1/2560)
เซ็นทรัล ภูเก็ต - ดิ อาบอรีทัม (พ.ศ. 2560)
 
อาจารย์พิทยา

เรียน 6 หลักสูตร พร้อมกัน  แถมหุ่นยนต์ EA ช่วยเทรดอัตโนมัติ  

ของสถาบันติวเตอร์ไนน์(NINE)  
MAIL = battgsdee@hotmail.com  หรือทาง 
LINE= PITAYA_RIN  
อาจารย์พิทยา โทร 0958641592
หลักสูตรละ10000และหรือ ค่าเล่าเรียนรวม5หลักสูตร =20000บาท 


********* ถ้าสนใจเรียน วันเสาร์ อาทิตย์ โปรดติดต่อทาง MAIL = battgsdee@hotmail.com  หรือทาง 
LINE= PITAYA_RIN 
โทรติดต่อ อาจารย์พิทยา  โทร 0958641592
ดูผลงานการเทรดได้ที่ กูเกิลพลัส ของสถาบันติวเตอร์ไนน์(NINE) 

https://plus.google.com/106543706586811815468/posts

https://plus.google.com/106543706586811815468/posts


หลักสูตรพิเศษ TRAINING TRADE (ของสถาบันติวเตอร์ไนน์ NINE ) ราคาหลักสูตร 10000 บาท ต่อ 1 ผู้เรียน 

หลักสูตรนี้ สอนทำกำไรจากการเทรด FOREX อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ อย่างเดียว หวังผล 100% 
ระยะเวลาการเรียน 1 วัน  มุ่งเทรดภาคปฎิบัติ ในการเทรดทุกครั้ง ให้ได้กำไรทุกครั้งที่ส่งคำสั่ง ปิดประตูขาดทุน 100% 
เช่นเทรด 100 ครั้ง ต้องได้กำไร ทั้งหมด 100 ครั้ง โดยต้องไม่ขาดทุนเลย 
หลักสูตรนี้สำหรับเทรดจริงเท่านั้น ฝากเงินจริงโดยใช้บัตร เดบิต ของธนาคารกสิกรไทย และหรือ บัตรเครดิต ธนาคารไหนก็ได้ 


หลักสูตร TRAINING TRADE เป็นหลักสูตรที่แข็งแกร่งที่สุด ของสถาบันติวเตอร์ไนน์NINE 



.........พิเศษหลักสูตร 2 และ 4 รวมกัน ค่าเรียนในราคาเพียง 10000 บาท หวังผล 100% รับรองคุณภาพ ได้กำไรทุกครั้งที่ส่งคำสั่งเทรด......... 
สำหรับหลักสูตร 2 และ 4 ฝากและถอนเงินง่ายๆและปลอดภัย100% รับประกัน จากอาจารย์ พิทยา 


ฝีมือเทรดระดับโลก TOP TEN (ทางด้านหุ้นอเมริกาและออปชั่นอเมริกา)

รวม 5 หลักสูตร ค่าเล่าเรียนเพียง 20000. บาท

********ถ้ามีเพียงหน้าจอเทรด 1 จอ และมีหน้าจอดูกราฟอีกเพียง 1 จอ ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเทรดได้กำไร มันมีอะไรมากกว่านั้นอีกเยอะมาก*******



*********ลิ้งของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ใช้เปิดบัญชีเทรดจริงและฝึกเทรด สำหรับเทรดหุ้นและ 
เทรด CFDs ในหุ้นประเทศอเมริกา และเทรดค่าเงินอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และเทรด
ทองคำแท่ง แร่เงินแท่ง  ลิ้งเว็บไซด์ล่าง นี้

สถาบันติวเตอร์ไนน์   อาจารย์พิทยา   LINE: PITAYA_RIN  สอบถามขั้นตอนการสมัครและการเทรดได้ทุกขั้นตอน 24 Hr

บัญชี เดโม ใช้สำหรับฝึกเทรด

https://www.ironfx.com/en/demo?utm_source=121607&utm_medium=ib_link&utm_campaign=IB



บัญชีจริง เทรดจริง Register / ลงทะเบียน




ภาษาอังกฤษผ่าน



อาจารย์พิทยา  สถาบันติวเตอร์ไนน์(NINE)  

LINE มาครับ สอนให้ทุกขั้นตอน     เทรดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ(forex) , ทองคำแท่ง , แร่เงิน , CFDs , ออปชั่นอเมริกา ,หุ้นอเมริกา  และไบนารี่ออปชั่น     

LINE: PITAYA_RIN


 






หลักสูตรที่สอนมี 5 หลักสูตรดังนี้ 

กำหนดวันสอน โดยผู้เรียน นัดวันว่างมาเอง 1 วัน ( ทุกวัน จันทร์ - อาทิตย์ ) 

1.สอนเทรด และเปิดบัญชี OPTIONS ในตลาดอเมริกา COMPOSITE NASDAQ * ปรับปรุงคุณภาพใหม่หมด 
ฃื้อขายในหุ้นหลัก GOOGกูเกิล AAPLแอพเปิล JPMเจพีมอแกนเชส BACแบ๊งออฟอเมริกา FBเฟสบุค C ซิตี้กรุป 
MSFT ไมโครซอฟ AMZN อเมซอน MS มอแกนสแตนเล่ INTC อินเทลคอปอร์เรชั่น CAT GE AIG WMT FDX GM INTC XOM EBAY F BA โบอิ้ง และหุ้นอื่นที่สำคัญ อีกหลายร้อยตัว 
คาเล่าเรียน = 20000 บาท ใช้เวลาเรียน 1 วัน  จันทร์ ถึง อาทิตย์ 

2.สอนเทรดและเปิดบัญชี ฟอร์เร็ก ซื้อขาย ในหุ้นหลัก GOOGกูเกิล AAPLแอพเปิล JPMเจพีมอแกนเชส BACแบ๊งออฟอเมริกา FBเฟสบุค C ซิตี้กรุป MSFT ไมโครซอฟ AMZN อเมซอน MS มอแกนสแตนเล่ INTC อินเทลคอปอร์เรชั่น CAT GE AIG WMT FDX GM INTC XOM EBAY F BA โบอิ้ง และหุ้นอื่นที่สำคัญ อีกหลายร้อยตัว และสกุลเงินหลัก eurusd gbpusd usdjpy usdchf usdcad audusd nzdusd eurchf eurgbp eurjpy และอีกมากมาย หลักสูตรแบบเจาะลึก 
ค่าเล่าเรียน= 10000 บาท ใช้เวลาเรียน 1 วัน  จันทร์ ถึง อาทิตย์

3.สอนเทรดหุ้นstockในอเมริกาและเปิดบัญชีในตลาดอเมริกา 1. NYSE นิวยอร์คstock exchange และตลาด 2. composite nasdaq 
ในหุ้นหลัก goog aapl tsla dell spy fb gm ic xom ebay f bac msft bbry amzn wmt และหุ้นอื่นที่สำคัญ 
อีกหลายร้อยตัว 
ค่าเล่าเรียน = 20000 บาท ใช้เวลาเรียน 1 วัน  จันทร์ ถึง อาทิตย์ 

4.สอนเทรด ซื้อขาย CFD ในหุ้นหลัก GOOGกูเกิล AAPLแอพเปิล JPMเจพีมอแกนเชส BACแบ๊งออฟอเมริกา FBเฟสบุค C ซิตี้กรุป MSFT ไมโครซอฟ AMZN อเมซอน MS มอแกนสแตนเล่ INTC อินเทลคอปอร์เรชั่น CAT GE AIG WMT FDX GM INTC XOM EBAY F BA โบอิ้ง และหุ้นอื่นที่สำคัญ อีกหลายร้อยตัว และสกุลเงินหลัก eurusd gbpusd usdjpy usdchf usdcad audusd nzdusd eurchf eurgbp eurjpy และอีกมากมาย หลักสูตรแบบเจาะลึก 
ค่าเล่าเรียน= 10000 บาท ใช้เวลาเรียน 1 วัน  จันทร์ ถึง อาทิตย์

5.สอนเทรดไบนารี OPTIONSและฟิวเจอร์ทองคำ แร่เงินและ ซื้อขาย ในหุ้นหลัก GOOGกูเกิล AAPLแอพเปิล JPMเจพีมอแกนเชส BACแบ๊งออฟอเมริกา FBเฟสบุค C ซิตี้กรุป MSFT ไมโครซอฟ AMZN อเมซอน MS มอแกนสแตนเล่ INTC อินเทลคอปอร์เรชั่น CAT GE AIG WMT FDX GM INTC XOM EBAY F BA โบอิ้ง และหุ้นอื่นที่สำคัญ อีกหลายร้อยตัว และสกุลเงินหลัก eurusd gbpusd usdjpy usdchf usdcad audusd nzdusd eurchf eurgbp eurjpy และอีกมากมาย หลักสูตรแบบเจาะลึก 
ค่าเล่าเรียน= 10000 บาท ใช้เวลาเรียน 1 วัน  จันทร์ ถึง อาทิตย์

พิเศษสุดขอเชิญศึกษาเล่าเรียนเรียน 5 หลักสูตรพร้อมกัน ในราคาพิเศษรวม=20000 ( โปรโมชั่นพิเศษ เพียง 3 เดือน เท่านั้น ) 

สถาบันติวเตอร์ไนน(NINE)  อาจารย์พิทยา 
เจ้าของทฤษฎี กลยุทธวางเหยื่อล่อปลา
เจ้าของหลักสูตรระบบOJT
มีเครื่องมือทางการเงิน TI ที่ดีที่สุดในโลก 
กำหนดวันสอน โดยผู้เรียน นัดวันว่างมาเอง 1 วัน ( ทุกวัน จันทร์ - อาทิตย์ ) 
ค่าเล่าเรียน = 20000 บาท  ใช้เวลาเรียน 1 วัน   ดูแลตลอดชีพหลังเรียนจบ

พิเศษสุด..สถาบันติวเตอร์ไนน์(NINE) มีแต่ให้... 
อ่านสรุปข้อมูล ข่าวสาร event เรียลไทม์ ทุกวัน(เช้า,เย็น) ที่เว็บ หน้า...  content ...

รายละเอียดหลักสูตรอยู่หน้าสองครับ.........

สำหรับ CFD เป็นการซื้อ ขายหุ้น ในตลาดหลักทรัพย์ประเทศอเมริกา ได้ทั้งขาขึ้น และขาลง เพียงแต่ไม่มีปันผลเท่านั้นเอง ครับ เป็นการลงทุนที่น่าสนใจมาก 

การซื้อขายหุ้นตลาดหลักทรัพย์อเมริกา  ในหน้าจอเทรดของ IronFX  

lot   เริ่มตั้งแต่ 10 LOT  ก็คือเท่ากับราคาหุ้นโดยตรงเลยครับ  เช่น  BAC  = 17.21 เหรียญ  ก็ใช้เงินเทรดเท่านี้  เป็นต้น ครับ

ก็คือเทรดตามราคาหุ้น นั้นๆเลย   มันเป็นตลาด  CFDs   เป็นการซื้อขายหุ้นได้ทั้งขาขึ้นและขาลง ในตลาดอเมริกา แต่ ไม่มี

ปันผลเท่านั้นเอง   ส่วนหุ้น Google , face book , apple   ก็ตามราคาปัจจุบัน  10 LOT  เท่ากับราคาหุ้น เป็นระเบียบ

สากล  ครับ


สำหรับออปชั่นอเมริกา

 Options คืออะไรOptions คือ ตราสารสิทธิที่ให้สิทธิแก่ผู้ซื้อหรือผู้ถือ (Options Holder) ในการซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิงในอนาคตจากผู้ขาย (Options Writer) ด้วยราคาที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า หรือ ราคาใช้สิทธิ (Exercise Price หรือ Strike Price) ภายในวันที่กำหนดไว้ล่วงหน้า หรือวันหมดอายุ (Expiration Date หรือ Exercise Date) โดยผู้ซื้อหรือผู้ถือจะต้องจ่ายเงิน (Premium) ให้แก่ผู้ขายเพื่อแลกกับสิทธิดังกล่าว


1. Call Options 
ออปชันที่ให้สิทธิแก่ผู้ถือ (ผู้ซื้อ) ในการ ซื้อ สินทรัพย์อ้างอิงด้วยราคาใช้สิทธิ (Strike Price) จากผู้ออก (ผู้ขาย) ในระยะเวลาที่กำหนด

2. Put Options
ออปชันที่ให้สิทธิแก่ผู้ถือ (ผู้ซื้อ) ในการ ขาย สินทรัพย์อ้างอิงด้วยราคาใช้สิทธิ (Strike Price) ให้แก่ผู้ออก (ผู้ขาย) ในระยะเวลาที่กำหนด

Payoff Diagram เครื่องมือง่ายๆในการเรียนรู้ Options

          Payoff diagram เป็นอีกทางหนึ่งที่ทำให้สามารถทำความเข้าใจ และรู้ถึงผลกำไร หรือผลขาดทุน จากการลงทุนในออปชันในลักษณะต่างๆ ได้ง่ายขึ้น
รูปร่างหน้าตาของ Payoff Diagram        แกนตั้งของกราฟแสดงถึงผลกำไร หรือขาดทุนจากออปชัน ณ วันที่ออปชันนั้นๆหมดอายุ ในขณะที่แกนนอนแสดงถึงราคาสินทรัพย์อ้างอิงของออปชัน ณ วันที่ออปชันนั้นๆหมดอายุเช่นเดียวกัน จากการที่กราฟ Payoff ดังกล่าว จะแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง ราคาสินทรัพย์อ้างอิงของออปชัน และผลกำไร หรือขาดทุนที่จะได้รับ ณ วันที่ออปชันหมดอายุ เพราะฉะนั้น มูลค่าของออปชัน ณ วันนั้นจะ ไม่รวม มูลค่าตามระยะเวลา จะมีเพียงแต่ มูลค่าที่แท้จริง ในตัวมันเองเท่านั้น และเพื่อความสะดวกกราฟดังกล่าว จะไม่รวมค่าคอมมิชชัน หรือค่าใช้จ่ายๆอื่นๆในการลงทุนในออปชัน       แกนตั้ง แสดงถึง ผลกำไร หรือผลขาดทุนจากการลงทุนในออปชันนั้นๆ โดย ส่วนบนของแกนจะแสดงถึงผลกำไร และส่วนล่างของแกนจะแสดงถึงผลขาดทุน

       แกนนอน แสดงถึง ราคาสินทรัพย์อ้างอิงของออปชันนั้นๆ โดยราคาที่อยู่ทางด้านขวาของแกน จะมีค่าสูงกว่าราคาที่อยู่ทางด้านซ้าย 

 ตัวอย่างกราฟ Payoff
Long Call Optionsความหมาย Payoff ของสถานะ Long Call Options 

     ถ้าราคาสินทรัพย์อ้างอิง ต่ำกว่า ราคาใช้สิทธิ (Strike Price) ผู้ที่มีสถานะ Long Call Options จะขาดทุนเป็นเงินจำนวนหนึ่งเสมอ (Premium) แต่ถ้าราคาสินทรัพย์อ้างอิง สูงกว่าราคาใช้สิทธิ ผู้ที่มีสถานะ Long Call Options จะเริ่มได้ประโยชน์จาก Call Options นั้น ซึ่งทำให้ผลขาดทุนเริ่มลดลงเรื่อย จนกระทั่งราคาสูงถึงจุดๆหนึ่ง (Breakeven) ผู้ที่มีสถานะ Long Call Options จึงจะเริ่มได้กำไร  ตัวอย่างกราฟ Payoff ของ 4 กลยุทธ์พื้นฐานของการลงทุนใน Options 
  Long Call Options    Short Call Options    Long Put Options    Short Put Options Premium คือ ราคาที่ใช้สำหรับซื้อขาย Options ที่ผู้ซื้อ (Long Position) จะต้องจ่ายให้แก่ผู้ขาย (Short Options) เพื่อแลกกับสิทธิที่ผู้ซื้อจะได้รับตามเงื่อนไขของ Options นั้น โดยในกรณีของ Call Options ผู้ซื้อจะได้สิทธิในการ ซื้อ สินทรัพย์อ้างอิงตามราคาใช้สิทธิที่ถูกกำหนดไว้ หรือ ในกรณีของ Put Options ผู้ซื้อจะได้สิทธิในการ ขาย สินทรัพย์อ้างอิงตามราคาใช้สิทธิที่ถูกกำหนดไว้ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว Premium หรือ ราคาซื้อขาย Options จะประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ 
          - มูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value)
          - มูลค่าตามระยะเวลา (Time Value)

       Premium = Intrinsic Value + Time Value 

1.มูลค่าที่แท้จริงของ Options (Intrinsic Value) 
มูลค่าในตัวของ Options เอง กล่าวคือ Options ที่มีสถานะได้ประโยชน์ (In the Money: ITM) จะมีมูลค่าที่แท้จริง มากกว่า ศูนย์ ส่วน Options ที่มีสถานะไม่ได้ และไม่เสียประโยชน์ (At the money: ATM) และ Options ที่มีสถานะเสียประโยชน์ (Out of the money: OTM) จะมีมูลค่าแท้จริง เท่ากับ ศูนย์ (ไม่มีมูลค่าในตัวของมันเอง)

2.มูลค่าตามระยะเวลา (Time Value)
มูลค่าของ Options ที่เกิดจากอายุคงเหลือของ Options โดย Options ที่มีอายุคงเหลือมาก ย่อมจะต้องมีมูลค่าตามระยะเวลามากกว่า Options ที่มีอายุคงเหลือน้อยกว่า เพราะ Options ที่มีอายุคงเหลือมาก แสดงว่าผู้ถือ Options นั้นๆจะมีโอกาส หรือระยะเวลา ที่จะได้กำไรจาก Options นั้นๆมากกว่า

1. ขาดทุนจำกัด แต่ผลตอบแทนไม่จำกัด

          สิ่งที่เป็นจุดเด่นอีกข้อหนึ่ง ที่ออปชันมีเหนือการลงทุนในหลักทรัพย์อื่นๆ อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นหุ้น หรือ ฟิวเจอร์ส นั่นก็คือนักลงทุนที่ลงทุนที่มี สถานะซื้อออปชันจะสามารถจำกัดความเสี่ยง หรือผลการขาดทุนที่ตนเองสามารถรับได้ ไว้เป็นจำนวนที่แน่นอน (ซึ่งเท่ากับค่า Premium นั่นเอง) แต่ในขณะเดียวกัน นักลงทุนคนนั้น อาจสามารถทำกำไรจากออปชันได้อย่างไม่จำกัด ทั้งนี้เนื่องจาก ผู้ที่มีสถานะซื้อในออปชัน เป็นผู้ที่มีสิทธิที่จะซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิง ณ วันที่ออปชันหมดอายุ ซึ่งผู้มีสถานะซื้อนี้ สามารถเลือก ที่จะใช้สิทธิในกรณีที่ใช้สิทธิแล้วได้กำไร หรือไม่ใช้สิทธิในกรณีที่ใช้สิทธิ แล้วไม่เกิดประโยชน์ ก็ได้
 
2. เพิ่มผลตอบแทนจากพอร์ทหุ้นด้วย “Covered Call”

         “Covered Call” คือกลยทุธ์ที่นักลงทุนคนหนึ่งขาย Call Options ในขณะที่นักลงทุนคนนั้นมีหุ้นอยู่ในมือ โดยการทำกลยุทธ์ในลักษณะนี้ มีจุดประสงค์เพื่อเป็นการเพิ่มผลตอบแทน ของพอร์ทหุ้นจากการได้รับค่า Premium จากการขาย Call Options โดยนักลงทุนจะเข้ามาลงทุนในลักษณะ Covered Call นี้ ในสภาพตลาดที่ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงมากนัก ถึง ตลาดแบบขาลง
 
“มีสถานะซื้อในหุ้นอ้างอิง ร่วมกับการมีสถานะขายใน Call Options” 
ตัวอย่าง
พอร์ทหุ้นของนักลงทุนคนหนึ่งประกอบไปด้วย หุ้น จำนวน 2,000 หุ้น ที่มีราคาหุ้นละ 26 บาท โดยคิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 52,000 บาท (2,000 x 26)ถ้า Call Options (อายุคงเหลือ 80 วัน)
          Strike price = 30 บาท
          Premium = 1.10 บาทการลงทุนด้วยกลยุทธ์ Covered Call
ขาย Call Options จำนวน 10 สัญญา ซึ่งจะได้ค่า Premium มา 2,200 บาท (10 x 1.1 x 200)
ณ วันที่ Options หมดอายุ
          - ถ้า ราคาหุ้นอ้างอิง < 30 ไม่ต้องขายหุ้นตามภาระผูกพันของ Call Options และนอกจากนี้ ยังได้รับค่า Premium จากการขาย Call Options จำนวน 2,200 ด้วย
          - ถ้า ราคาหุ้นอ้างอิง > 30 ต้องขายหุ้นตามภาระผูกพันของ Call Options ที่ราคา 30 บาท แต่ ว่าในขณะเดียวกันก็จะได้ค่า Premium จำนวน 2,200 ด้วย ซึ่งเปรียบเสมือนการขายหุ้น อ้างอิงที่ราคา 31.1 บาท

          เปรียบเสมือนว่า นักลงทุนคนนั้น ได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบจากในกรณีที่ ถ้าขายหุ้นที่ราคา 26 บาท ถึงประมาณ 19.3 % [1.1 x 26 x (365/80)]
  3. ป้องกันความเสี่ยงของพอร์ทหุ้นด้วย “Protective Put”

          กลยุทธ์ Protective Put หรือ การใช้ Put Options ป้องกันความเสี่ยงแก่พอร์ทหุ้น คล้ายๆกับการซื้อประกันรถยนต์ กล่าวคือ รถยนต์ไม่มีการทำประกันใดๆไว้เลย หากรถยนต์คันนั้นไปประสบอุบัติเหตุ จะสร้างความเสียหายแก่เจ้าของรถ ที่จะต้องจากค่าซ่อมเต็มจำนวนด้วยตัวเอง ในทางตรงกันข้ามถ้าหากรถยนต์คันนั้นมีการทำประกันไว้ เมื่อเกิดอุบัติเหตุเจ้าของรถยนต์ อาจจะไม่ต้องจ่ายเงินค่าซ่อมเองเต็มจำนวน หรือยิ่งไปกว่านั้น อาจจะไม่ต้องจ่ายเงินค่าซ่อมเองเลย ซึ่งค่าซ่อมที่เจ้าของรถควรจะต้องจ่ายเอง จะมีบริษัทประกันมาเป็นผู้รับภาระแทน ซึ่งการทำประกันเจ้าของรถยนต์จะต้องจ่ายเบี้ยประกัน ให้แก่บริษัทประกันเพื่อแลกกับสิทธินี้ 

          เช่นเดียวกันกับในตลาด Options รถยนต์คันนั้นก็เปรียบเสมือนพอร์ทหุ้นของนักลงทุนคนหนึ่งๆ ที่เจ้าของพอร์ทอาจจะประสบกับผลขาดทุนอย่างหมาศาลถ้าหากว่าราคาหุ้นในพอร์ทลดลง ดังนั้น Put Options ก็เปรียบเสมือนกับประกันฉบับหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ป้องกับความเสี่ยงนั้นได้ โดยนักลงทุนที่เข้าไปซื้อ Put Options จะต้องจ่ายค่า Premium ให้กับผู้ขาย เพื่อแลกกับสิทธิในการขายหุ้นตามราคาที่กำหนดให้แก่ผู้ขาย
 
"มีสถานะซื้อในหุ้น ร่วมกับมีสถานะซื้อใน Put Options" ตัวอย่าง 
พอร์ทหุ้นของนักลงทุนคนหนึ่งประกอบไปด้วย หุ้น จำนวน 2,000 หุ้น ที่มีราคาหุ้นละ 26 บาท โดยคิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 52,000 บาท (2,000 x 26)ถ้า Put Options (อายุคงเหลือ 80 วัน)
          Strike price = 26 บาท
          Premium = 1.00 บาท

การลงทุนด้วยกลยุทธ์ Protective Put
ซื้อ Put Options จำนวน 10 สัญญา ซึ่งจะต้องจ่ายค่า Premium จำนวน 2,000 บาท
ณ วันที่ Options หมดอายุ

          - ถ้า ราคาหุ้นอ้างอิง < 26 ได้กำไรจากการใช้สิทธิของ Put Options ขายหุ้นที่ราคา 26 บาท
          - ถ้า ราคาหุ้นอ้างอิง > 26 ไม่ใช้สิทธิของ Put Options นั้น แต่จะได้กำไรจากการที่มูลค่าหุ้น ในพอร์ทสูงขึ้น


OPTIONS อเมริกา ข้อมูลเพิ่มเติม ดังนี้.- 

การเก็งกำไรในตลาด Options นั้นมีอยู่ด้วยกันหลากหลายวิธี หรือที่เราเรียกกันว่า Strategy เราควรเริ่มเรียนรู้ Strategy ต่างๆ และทำความเข้าใจทีละอันๆ แล้วทำการประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ตลาดที่แตกต่างกัน Options Market เป็นเครื่องมือการเงินเพียงตัวเดียวที่สามารถทำให้ผู้ลงทุนและนักเก็งกำไรทำกำไรจากตลาดได้ทั้งสามทาง (Up Market, Down Market, Side-way Market) อย่างแท้จริง 

เมื่อเราเข้าใจ ลักษณะ ความแตกต่าง และการทำงาน ของ Call และ Put Options แล้ว เรายังสามารถเปิดสถานะของ Options แต่ละประเภทได้อีก 2 วิธีคือ Long และ Short ทำให้เกิดกลุ่มของสถานะสัญญาได้ 4 กลุ่มด้วยกัน 
• Long Call Options - คือการเข้าไปซื้อ Call Option (จ่ายค่า Premium ของ Call Option นั้น) กลุ่มคู่สัญญาคือ Short Call Option 
• Short Call Options - คือการเข้าไปขาย Call Option (รับค่า Premium ของ Call Option นั้น) กลุ่มคู่สัญญาคือ Long Call Option 
• Long Put Options - คือการเข้าไปซื้อ Put Option (จ่ายค่า Premium ของ Put Option นั้น) กลุ่มคู่สัญญาคือ Short Put Option 
• Short Put Options - คือการเข้าไปขาย Put Option (รับค่า Premium ของ Put Option นั้น) กลุ่มคู่สัญญาคือ Long Put Option 
ผมจะขอเรียกการถือ position ทั้ง 4 กลุ่มนี้ว่า 4 Corner Stone ของ Options Trading ซึ่งต่อไปจะถูกประยุกต์เข้าด้วยกันที่ให้เกิด Strategy ต่างๆขึ้นมาได้อีกมากมาย ดังที่ผมจะให้ข้อมูลในหน้าของ "Option Strategy" ต่อไป 
ทีนี้ เรามาดูลักษณะที่เกิดขึ้นจาก 4 Corner Stone กันก่อนนะครับ 
1. Long Call Options - (Limited Loss; Unlimited Profit) เมื่อราคาหุ้นลดลง ค่า Premium ก็จะลดลงตามไปด้วย แต่ลดลงไปต่ำสุดที่ 0 ดังนั้นผู้ที่ถือ position นี้จะสามารถจำกัดการขาดทุนไว้ไม่เกินค่า Premium ที่จ่ายไป (100% ของเงินจำนวนน้อยๆ) แต่เมื่อราคาหุ้นเพิ่มขึ้น กำไรที่จะได้จะไม่จำกัด ขึ้นกับว่าราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้นไปเป็นเท่าไร นอกจากนั้นยังเป็นผู้ควบคุมสิทธิ์ของ Call Options ว่าจะใช้สิทธิ์หรือไม่ 
2. Short Call Options - (Unlimited Loss; Limited Profit) ผู้ที่ถือ position นี้จะคาดหวังกำไรจาก Premium และหวังว่า Call Option จะ Expired Worthless ดังนั้นถ้าราคาหุ้นลดลงจนกระทั่งหมดอายุของสัญญาแล้วราคาหุ้นต่ำกว่า Strike Price ที่เปิดshortไว้ โดยทั่วไป Call Option นั้นก็จะ expired worthless เพราะคนที่ถือ long Call Option ที่เป็นคู่สัญญาจะไม่คุ้มค่าในการขอ exercise Call Option เพราะไปซื้อหุ้นที่ราคาตลาดจะถูกกว่า แต่ก็ไม่แน่เสมอไป เพราะบางครั้ง คนที่ถือ Call Option ไว้มีความจำเป็นต้องหาหุ้นเหล่านั้นมาอยู่ในมือจริงๆ (พวกกองทุน หรือพวกที่ยืมหุ้นมาทำ short sell โดยตรง) แต่ไม่สามารถหาซื้อได้ที่ราคาตลาด เนื่องจากมีจำนวนคนต้องการขายไม่พอ ก็อาจจะขอ exercise Call Option ได้ ดังนั้น เราต้องแน่ใจว่า Strike Price ของ Call Option ที่เราเปิดshortไว้ สูงกว่าราคาตลาดพอสมควร การได้กำไรแค่ Premium ไม่มีทางมากกว่านั้น จึงเป็นการ limit profit อยู่ที่ค่า Premium นั้นเอง แต่ถ้าราคาหุ้นพุ่งขึ้นไปสูงกว่า Strike Price มากๆ คนที่เปิด long Call Option ไว้จะสามารถ exercise Call Option นั้นๆได้ทุกเมื่อ เมื่อมีคนมาขอ exercise เราก็ต้องไปหาซื้อหุ้นที่ราคาตลาด (ราคาสูง) มาขายให้เขาในราคา Strike Price ซึ่งจะทำให้ขาดทุนได้อย่างไม่จำกัดขึ้นอยู่กับว่าราคาหุ้นพุ่งขึ้นไปสูงเท่าใด 
3. Long Put Options - (Limited Loss; Very High Profit) เมื่อราคาหุ้นเพิ่มขึ้น ค่า Premium ก็จะลดลงตามไปด้วย แต่ลดลงไปต่ำสุดที่ 0 ดังนั้นผู้ที่ถือ position นี้จะสามารถจำกัดการขาดทุนไว้ไม่เกินค่า Premium ที่จ่ายไป (100% ของเงินจำนวนน้อยๆ) แต่เมื่อราคาหุ้นลดลงจนเป็น 0 กำไรที่จะได้จะจำกัดขึ้นอยู่กับ Strike Price โดยกำไรที่ได้จะน้อยกว่า Strike Price ของ Put Option เล็กน้อย นอกจากนั้นยังเป็นผู้ควบคุมสิทธิ์ของ Put Options ว่าจะใช้สิทธิ์หรือไม่ 
4. Short Put Options - (Very High Loss; Limited Profit) ผู้ที่ถือ position นี้จะคาดหวังกำไรจาก Premium และหวังว่า Put Option จะ Expired Worthless ดังนั้นถ้าราคาหุ้นเพิ่มขึ้นจนกระทั่งหมดอายุของสัญญาแล้วราคาหุ้นสูงกว่า Strike Price ที่เปิดshortไว้ โดยทั่วไป Put Option นั้นก็จะ expired worthless เพราะคนที่ถือ long Put Option ที่เป็นคู่สัญญาจะไม่คุ้มค่าในการขอ exercise Put Option เพราะไปขายหุ้นที่ราคาตลาดจะได้กำไรมากกว่า แต่เราต้องมั่นใจว่า Strike Price ของเราต่ำกว่าราคาตลาดอยู่พอสมควร ไม่อย่างนั้น คนที่เปิด long Put Option อาจขอ exercise Put Option ได้ถือว่าเอากำไรน้อยลงหน่อยแต่สะดวกเรื่องของการกำหนดราคาขาย เพราะจะสามารถขายได้ที่ราคา Strike Price ทันทีไม่ว่าปริมาณเท่าไร และไม่ขึ้นกับ demand ในตลาด เช่นเดียวกัน เราจะสามารถทำกำไรจากค่า Premium เท่านั้นจึงเป็นการ limit profit ไว้ที่ Premium แต่ถ้าราคาหุ้นลดลงต่ำกว่า Strike Price คนที่เปิด long Put Option ไว้ก็จะขอ exercise Put Option ทำให้เราต้องใช้เงินจำนวนมากในการซื้อหุ้นจากเขาที่ราคา Strike Price จากนั้นเราก็ต้องรอให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นจนถึง Strike Price จึงค่อยขายคืนตลาดได้เท่าทุน ซึ่งอาจจะไม่มีทางเกิดขึ้นในบางกรณีเนื่องจากราคาหุ้นอาจตกไปเรื่อยๆ จนกระทั้งถูกถอนชื่อออกไปจากตลาด บังคับให้เราต้องขายที่ราคาต่ำมากๆ หรืออาจขายไม่ได้เลย 
ถึงจุดนี้หวังว่าเพื่อนๆคงเริ่มเข้าใจกลไกของ Options Market มากขึ้นและจะเห็นถึงความซับซ้อน แต่มีโอกาสซ่อนอยู่มากมายของมัน ถ้าเป็นคนที่เริ่มเก็งกำไร ในตลาด Options ผมอยากให้เปิดแต่ long Call/Put position อย่าไปอยู่ฝั่ง short เป็นอันขาดเพราะเราจะได้ไม่ต้องกังวลกับการที่ Options ที่เราถือไว้ถูก exercise เพราะเราเป็นคนควบคุมสิทธิ์ตรงนั้น 

ตอนนี้เราคงต้องมารู้จักศัพท์อีกกลุ่มหนึ่งคือ 
• In-the-Money Options (ITM) หมายถึง Options ที่มีความเสี่ยงต่อการ exercise เพราะการ exercise จะได้ราคาดีกว่าราคาตลาด หรือก็คือ Call Options ที่มี Strike Price ต่ำกว่าราคาตลาด และ Put Options ที่มี Strike Price สูงกว่าราคาตลาด 
• At-the-Money Options (ATM) หมายถึง Call/Put Options ที่มี Strike Price ใกล้เคียงกับราคาตลาดที่สุด 
• Out-the-Money Options (OTM) หมายถึง Options ที่ไม่มีความเสี่ยงต่อการ exercise เพราะการ exercise จะได้ราคาแย่กว่าราคาตลาด หรือก็คือ Call Options ที่มี Strike Price สูงกว่าราคาตลาด และ Put Options ที่มี Strike Price ต่ำกว่าราคาตลาด 
รูปข้างล่างเป็นตัวอย่างของ Options ของหุ้น DIA วันที่ 4 October 2011 ขณะที่มีการซื้อขายกันอยู่ที่หุ้นละ $108.13 ลดลง $0.8 จากวันก่อนหน้านี้ และจะหมดอายุวันที่ 21 October 2011 

จะเห็นว่าหุ้นแค่หนึ่งตัวนี้มี Call Options อยู่มากมายตามแต่ละ Strike Price แล้วก็มี Put Option เป็นจำนวนเท่ากัน ขึ้นอยู่กับ Strike Price เช่นเดียวกัน ส่วนสีชมพูคือส่วนที่เป็น ITM และส่วนที่เป็นสีขาวคือ OTM ส่วนสีชมพูตรงกลางที่ติดกับสีขาวอันแรกเราถือว่าเป็น ATM Call Options กว่า 20 ตัวทางด้านซ้ายของตาราง และ Put Options กว่า 20 ตัวทางด้านขวาของตาราง ทั้งหมดนี้ต่างหมดอายุภายในเดือน October ทั้งสิ้น คือหมดอายุวันที่ 21 October นั้นเอง เรายังจะมีชุดของ Call/Put Options เช่นนี้ที่จะหมดอายุในเดือน November อยู่อีก 1 ชุด มีลักษณะเป็นตารางเช่นเดียวกับข้างบน แต่ราคา (ช่อง Last) ก็จะแตกต่างกันออกไป แล้วก็ยังมีของเดือน December อีกหนึ่งชุด แล้วก็เดือนต่อๆ ไปอีกรวมๆแล้วกว่า 10 เดือน หรือกว่า 10 ตาราง เราจะเห็นว่าแค่หุ้น 1 ตัวก็จะมี Call/Put Options นับร้อยนับพันตัวให้เราเลือกซื้อขาย 
ที่ผ่านมาเราจะพูดถึง Options เป็นตัวๆ เดียวๆ แต่จริงๆแล้วการซื้อขาย Options นั้นเราทำกันเป็นสัญญา (Contract) โดย 1 สัญญาจะควบคุมปริมาณ Options 100 ตัว ซึ่งจะไปมีผลต่อจำนวนหุ้น 100 หุ้นเมื่อเกิดการ exercise ตัวอย่างเช่น ถ้าเราจะ long DIA ATM Call Options @108 Strike Price Expired Oct หรือ "DIA111022C00108000" จำนวน 1 สัญญา จากตาราง Call Option ตัวนี้จะมีค่า Premium อยู่ที่ $3.75 ดังนั้น1สัญญาจะต้องใช้เงิน $375 แล้วเมื่อไรก็ตามที่เราของใช้สิทธิ์ exercise Call Option นี้ เราจะสามารถซื้อ หุ้น DIA ที่ราคา $108 ต่อหุ้น ได้ถึง 100 หุ้นเลยทีเดียว 


Options Trading เป็นเครื่องมือในการเก็งกำไรที่มีความละเอียดอ่อนและซับซ้อนที่สุดในบรรดาเครื่องมือต่างๆที่มี ไม่ว่าจะเทียบกับ หุ้น ฟิวเจอร์ อินเดกซ์ หรือ อื่นๆ และเป็นเครื่องมือเพียงตัวเดียวที่สามารถทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาของสินทรัพย์ทั้ง 3 ทิศทาง (Up-Down-Side way) ได้จริงๆ เนื่องจากมี Strategy หรือ กลยุทธ์ ต่างๆ ให้เลือกใช้ 

ถ้าเราใช้ Options อย่างเดียวในการเก็งกำไร จะมีกลยุทธ์ ให้เลือกใช้ได้ถึงเกือบ 40 วิธี แต่ถ้าผสมผสานเข้ากับการเก็งกำไรใน Future, Index, Stock, Spot หรืออื่นๆ จะมีกลยุทธ์ให้เราได้เลือกใช้ถึง 100 กว่าวิธี เลยทีเดียว 

สิ่งสำคัญที่ทำให้การลงทุนใน Options เป็นเรื่องยากคือ เราต้องสามารถเข้าใจการเคลื่อนไหวของตลาดหรือการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์เป็นอย่างดี ทั้งในแง่ของ ทิศทางราคา และ เวลา แตกต่างจากการลงทุนหรือเก็งกำไรในหุ้น ที่เราเพียงคาดการณ์ทิศทางราคาอย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว 

Option Strategy ที่มีอยู่มากมายนั้น เราไม่จำเป็นต้องรู้ให้หมด หรือใช้ให้หมด หากแต่เข้าใจเพียง 2-3 อย่าง แล้วเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสภาวะ ก็สามารถทำกำไร ได้อย่างต่อเนื่องแล้ว ดังนั้นการเรียนรู้ใน Option Trading คือการเรียนรู้ Strategy ต่างๆ ให้เข้าใจ รู้ผลที่จะเกิดขึ้นตามมาในสถานการณ์ต่างๆที่สามารถเกิดขึ้นได้ และตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างที่เกิดขึ้นตามแบบแผนอย่างทันท่วงทีนั้นเอง 

Option Strategy สามารถแบ่งหมวดหมู่โดยใช้เงื่อนไขต่างๆ ได้หลายแบบ ในที่นี้ผมจะขอแบ่งตามจำนวนของรูปแบบสัญญา Option ที่เรานำมาใช้ร่วมกันจนเกิดเป็น Strategy ต่างๆ 
1. การใช้ Option เพียงประเภทเดียวในการเปิด/ปิด position เราเรียกกลุ่มนี้ว่าการเทรด Option แบบ 1 ขา 
• Long Call 
• Long Put 
• Short Call 
• Short Put 
การใช้ Option 2 ประเภท ในการเปิด/ปิด position เราเรียกกลุ่มนี้ว่าการเทรด Option 2 ขา กลยุทธ์ Option ส่วนใหญ่ที่ใช้ๆกันนั้นจะอยู่ในกลุ่มนี้ และมีอยู่มากมายให้เลือกใช้ 
• Long Straddle 
• Long Strangle 
• Bull Call Spread 
• Bear Put Spread 
• Bull Put Spread 
• Bear Call Spread 
• Calendar Spread 
• Diagonal Spread 
การใช้ Option ผสมกับ สินทรัพย์ต่างๆ เช่น หุ้น ฟิวเจอร์ 
• Cover Call 
• Cross arbitrage 
ที่กล่าวมานั้นเป็นตัวอย่าง Option Strategy เท่านั้น โดยเราจะกล่าวถึงรายละเอียดกันในแต่ละ Strategy ต่อไป นอกจากนั้น ยังมีการทำ 3 ขา 4 ขา เช่น Butterfly หรือ Iron Condor ที่เป็นที่นิยมใช้กันอีกด้วย แต่อย่าลืมว่า ยิ่งเราเปิดขามากเท่าไร นั้นหมายถึง ค่า premium ที่เกี่ยวข้องในแต่ละ position จะสูงขึ้นตามไปด้วย และแน่นอนว่า เราก็ต้องจ่ายค่า commission มากขึ้นด้วย 

Q. Fundamental Analysis คืออะไร? 
A. Fundamental Analysis (FA) คือ การศึกษาข้อมูลพื้นฐานของหุ้นหรือสินค้าต่างๆเพื่อพิจารณาความคุ้มค่าของการลงทุน เช่น พื้นฐานของบริษัท ผลประกอบการ ราคาที่เหมาะสมจากงบดุล สินค้าและตลาดของบริษัท ข่าวและแนวทางการบริหาร และ อื่นๆ อีกมากมาย คนที่ใช้ FA ล้วนๆจะไม่สนใจความเป็นไปของราคาในอดีต แต่จะมองที่พื้นฐานและค้นหาศักยภาพของบริษัทว่าสามารถเติบโตได้แค่ไหนและราคาปัจจุบันสูงเกินไปหรือไม่จากตัวเลขทางบัญชีและมีโอกาสเติบโตได้เท่าไร และมีความเห็นว่าราคาในอดีตไม่สามารถบอกอะไรได้เหมือนข้อมูลที่แสดงศักยภาพของบริษัทนั้นๆ 

Technical Analysis (TA) คือ การศึกษาการเคลื่อนไหวของราคาในอดีตเพื่อให้เข้าใจถึงความเป็นไปต่อสถานการณ์ต่างๆ และใช้ข้อมูลนั้นคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงของราคาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ สำหรับคนที่ใช้ TA ล้วนๆ จะดูข้อมูลจากกราฟราคาเพียงอย่างเดียว ไม่สนใจข้อมูลอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นพื้นฐานบริษัท ตัวเลขผลประกอบการ หรือ ข่าวต่างๆเลย เพราะถือว่าข้อมูลต่างๆเหล่านั้นอยู่ในกราฟราคาแล้ว เพราะกว่าที่ข้อมูลหรือข่าวเหล่านั้นจะมาถึงเรา นักลงทุนขาใหญ่หรือกองทุนก็รู้ไปหมดก่อนเราเรียบร้อยแล้ว หรือความถูกต้องของข้อมูลก็เป็นปัญหาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง 

การเรียนรู้เรื่องของ TA นั้นไม่ยาก มีหนังสือให้อ่าน หรือหาข้อมูลฟรีบนอินเตอร์เน็ต หรือแหล่งต่างๆ ได้ไม่ยาก เอกลักษณ์สำคัญของการเรียนรู้เกียวกับ TA คือ "ง่ายตอนเรียน ยากตอนใช้ " เพราะเป็นเรื่องของความเข้าใจในจิตวิทยาของคนกลุ่มใหญ่เพื่อคาดการณ์การเคลื่อนไหวของตลาดอันเป็นผลมาจากการตัดสินใจเข้าซื้อขายของคนกลุ่มใหญ่กลุ่มนี้ โดยทั่วไปเราจะพบเห็นการนำข้อมูลทางสถิติมาวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของราคาผ่านสูตรคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนต่างๆ หรือที่เรียกว่า indicator เพื่อทำให้การใช้งาน TA นั้นง่ายขึ้น คือเกิดสัญญาณซื้อขายจาก indicator ต่างๆ แล้วเราก็ทำการซื้อขายไปตามนั้น สำหรับผมแล้ว การทำแบบนั้นยังไม่เป็นการเข้าใจหรือใช้ TA ที่แท้จริง เนื่องจากเทรดเดอร์ที่ใช้ สัญญาณจาก indicator ต่างๆ ไม่เข้าใจความเคลื่อนไหวของราคาที่เกิดขึ้น และไม่สามารถรับรู้อารมณ์ของตลาดได้ เพราะการเคลื่อนไหวของตลาดนั้นมีได้มากมายหลากหลายรูปแบบ ไม่ได้มีกฏเกณฑ์ตายตัวขนาดที่จะเขียนสูตรคณิตศาสตร์ไม่กี่หน้าแล้วจะครอบคลุมรูปแบบการเคลื่อนไหวของตลาดได้ทั้งหมด 

Basic of Market Analysis for Speculation (การวิเคราะห์ตลาดเบื้องต้นสำหรับการเก็งกำไร) 

การวิเคราะห์เพื่อเลือกตลาดหรือหุ้นหรือจังหวะในการลงทุนนั้น ในมุมมองส่วนตัวของผมนั้นมีองค์ประกอบอยู่ 4 อย่างด้วยกันคือ 

1. การวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน (Fundamental Analysis, FA) ของตลาดหรือหุ้น เพื่อเลือกตลาดหรือหุ้นที่เราสนใจที่จะเก็งกำไร การวิเคราะห์แบบนี้จะใช้เวลาค่อนข้างนานในการหาข้อมูล ยืนยันความถูกต้องของข้อมูล และต้องการความเข้าใจในหลักการทำธุรกิจประเภทต่างๆ รวมถึงการวิเคราะห์ความเป็นไปของเหตุการณ์ทั่วไปต่างๆที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะในประเทศหรือ นอกประเทศก็ตาม การวิเคราะห์นี้ จะให้ผลที่ค่อนข้างดีในระยะยาว และการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลก็ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก ดังนั้นเมื่อเราวิเคราะห์ตลาดหรือหุ้นตัวใดตัวหนึ่งเรียบร้อยแล้ว การที่จะต้องมาวิเคราะห์ซ้ำอีกครั้ง โดยทั่วไปจะเกิดขึ้นในอีก 3-6 เดือน หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญๆของตลาดหรือหุ้นนั้นๆ เช่น การเปลี่ยนผู้บริหารบริษัท หรือ ผู้บริหารประเทศ การวิเคราะห์แบบนี้เหมาะสำหรับการลงทุน เป็นอย่างยิ่ง แต่สำหรับการเก็งกำไรนั้น เราจะไม่วิเคราะห์ลงลึกเหมือนการที่เราจะลงทุน แต่เราจะทำการวิเคราะห์เพียงระดับหนึ่งเท่านั้นเพื่อเป็นการคัดกรองตลาดหรือหุ้นที่เราสนใจมาอยู่ใน watch list เพื่อที่จะทำการวิเคราะห์ในขั้นตอนต่อๆไป 
2. การวิเคราะห์ข้อมูลทางเทคนิกหรือราคา (Technical Analysis, TA) ของตลาดหรือหุ้น โดยหลังจากที่เราทำการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานจนกระทั้งได้ watch list ของเราออกมาแล้วเราจะทำการวิเคราะห์ราคาของหุ้นแต่ละตัวใน watch list ของเราเป็นประจำ อาจจะทุกอาทิตย์หรือทุกวัน ขึ้นอยู่กับวิธีการเก็งกำไรของแต่ละคน (Personal Trading Style) เพื่อที่จะจับจังหวะเวลาในการเข้าทำการเก็งกำไร รวมถึงการวางแผนการเก็งกำไร จุดขาดทุนสูงสุด (Stop Loss) และจุดทำกำไรเป้าหมาย (First Target Exit) ตรงนี้เป็นจุดที่ค่อนข้างสำคัญสำหรับนักเก็งกำไร เพราะเราจะต้องมีรูปแบบสัญญาณและแผนการเทรดที่ชัดเจน รวมถึงเราต้องสามารถทำตามแผนที่วางไว้เป็นอย่างดีแล้ว โดยไม่มีข้อแม้ (มี Discipline) 
3. การวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ (Event Analysis) ที่เกิดขึ้นหรือจะเกิดขึ้นกับตลาดหรือหุ้น โดยหลังจากเราได้หุ้นที่ผ่านเกณฑ์จากการวิเคราะห์ราคาทางเทคนิกแล้ว เราก็พร้อมที่จะเข้าถือ position ตามที่เราวางแผนไว้ แต่ก่อนหน้านั้นจะเป็นการดีมาก ถ้าเราจะมีการตรวจสอบเหตุการณ์ต่างๆที่เพิ่งเกิดขึ้น หรือ กำลังจะเกิดขึ้นกับตลาดหรือหุ้นตัวนั้นๆ เพราะเหตุการณ์ต่างๆเหล่านั้นอาจทำให้ราคาหุ้นที่เราเลือกเก็งกำไรเคลื่อนไหวผิดปกติ ไม่เป็นไปอย่างที่เราคาดการณ์ในเวลาอันสั้น (อย่าลืมว่าการเก็งกำไรเป็นการเข้าถือ position ในเวลาสั้นๆ) ซึ่งจะทำให้โอกาสได้กำไรจากการเก็งกำไรในครั้งนั้นๆลดลงหรือเลวร้ายกว่านั้นคือขาดทุน จะเมื่อเราขาดทุนจาก position นั้นๆ เมื่อ ออกตามแผนที่จุด stop loss แล้วนั้น ราคาอาจปรับตัวกลับไปอยู่ในจุดที่เราได้กำไร เนื่องจากผลของเหตุการณ์ต่างๆนั้นได้บรรเทาเบาบางลง และราคากลับไปเคลื่อนไหวตามที่มันควรจะเป็นจากข้อมูลพื้นฐานและข้อมูลทางเทคนิก 
4. การวิเคราะห์อารมณ์ (Sentimental Analysis) ของตลาดหรือหุ้น ณ ขณะนั้นๆ เป็นการวิเคราะห์อีกรูปแบบหนึ่งที่แตกต่างออกไป แต่เป็นข้อมูลเสริมที่สำคัญอีกตัวหนึ่งสำหรับนักเก็งกำไร การเข้าใจอารมณ์ของตลาด ณ ขณะไดขณะหนึ่งที่เราจะเข้าเก็งกำไรจะช่วยให้เราเข้าในจุดที่ได้เปลี่ยบและเวลาที่เหมาะสมมากขึ้น เช่นเมื่อเข้าไปแล้ว ราคาเริ่มมีการเคลื่อนไหวในทันทีแทนที่จะนิ่งๆไปอีกสักระยะ ทำให้ไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ ไม่ว่าจะเป็นจุดทำกำไร หรือจุดขาดทุนก็ตาม การได้จัหวะที่เหมาะสมนั้น จะช่วยในการสร้างพอร์ตสำหรับผู้เริ่มต้นเป็นอย่างมาก เพราะนั้นหมายถึงเงินของเราสามารถทำรอบได้มากขึ้นแทนที่จะแช่นิ่งๆ อยู่ในหุ้นตัวใดตัวหนึ่งนานๆ ทำให้เราเสียต้นทุนทางโอกาสไป 

Money Management เป็นเรื่องสำคัญมากในการเทรด ระบบเทรดที่ต่างกัน จุดมุ่งหมายหรือวิธีการเทรดที่ต่างกัน สินทรัพย์ที่ต่างกัน รวมถึง โบรกเกอร์ที่ต่างกัน ล้วนมีผลต่อการปรับแต่ง Money management ให้เหมาะสมทั้งนั้น ระบบหรือวิธีการเทรดที่ดีควรมีการพิจารณาถึง Money management เข้าไปเป็นองค์ประกอบหนึ่งของระบบด้วย 

เราสามารถพิจารณาเรืองของ Money management ในเบื้องต้นจาก 2 ประเด็นใหญ่ๆ 
1. Risk management ในการเข้าออกแต่ละออร์เดอร์ ในการเปิด position หรือ เข้าออร์เดอร์แต่ละครั้งนั้น เราควรรู้ว่า ความเสี่ยงของเราอยู่ที่เท่าไร ถ้าเกิดผิดทาง ความเสียหายสูงสุดที่เราจะเสียใน position หรือ ออร์เดอร์นั้นๆ เป็นเท่าไร เราใช้เครืองมืออะไรในการควบคุมว่าความเสียหายจะไม่เกินไปกว่าที่เราคิดหรือกำหนดไว้ เครืองมือหลักๆ ที่เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ใช้กัน คือ stop loss เทรดเดอร์บางคนอาจไม่ใช้ stop loss แต่จะหาวิธีการอย่างอื่นมาควบคุมความเสี่ยง เช่น การทำ hedging หรือ การวางเงินเยอะๆ และเลือก position sizing ที่เหมาะสม ว่าพอร์ตของเราสามารถรองรับความเสี่ยงสูงๆได้
2. Position Sizing เป็นการประเมินจากขนาดพอร์ตของเรา และความเสี่ยงของแต่ละ position หรือออร์เดอร์ที่เราเปิดรวมๆกันทั้งหมด ว่าความเสียหายโดยรวมเป็นเท่าไร ตรงนี้จะเป็นตัวกำหนดว่าจาก Risk management ที่เราใช้อยู่ เราจะสามารถเปิด position หรือ เปิดออร์เดอร์พร้อมๆกันได้มากน้อยเท่าไร ถ้าเราเปิด position หรือ ออร์เดอร์มากเกินกว่าที่เรากำหนดใน Position sizing ของเรา การกระทำนี้เราเรียกว่าการ OVER TRADE ซึ่งเป็นอันตรายอย่างมาก สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราเกิดการ over trade ได้ง่ายๆ คือ การทำ margin trading หรือ การเทรดในสินทรัพย์ที่มี leverage สูงๆ ยิ่ง leverage สูงเท่าไร เรายิ่งต้องระวังเรื่อง Position sizing ให้มากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น leverage จึงเสมือนเป็นดาบ 2 คม สำหรับ เทรดเดอร์ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจใน Money management 
เราจะเห็นว่า Money management เป็นเรื่องของการบริหารจัดการเงินหน้าตัก ถ้าเรามองตลาดถูก 100% เรื่องของ Money management คงไม่มีความจำเป็นเลย แต่ความไม่แน่นอนเป็นสิ่งแน่นอน 100% นั้นไม่มีทางเป็นไปได้ เมื่อนั้น Money management จะเข้ามามีผลทันที ถึงความแม่นยำเรามีถึง 99% แต่ถ้า 1% ที่เราพลาดแล้วเราเสียหายมากกว่า 99% ที่เราได้กำไรมา แบบนี้เรียกว่าไม่มี Money management และแน่นอนว่า พอร์ตของเราคงไม่สามารถเติบโตได้ ดังนั้นเราจะเห็นว่า ไม่ว่าความแม่นยำเราจะ 99% หรือ 30% Money management จะเข้ามามีบทบาทสำคัญเท่าๆกันในทั้ง 2 กรณี ขึ้นอยู่กับรายละเอียดที่เราต้องวางลงไปในแต่ละกรณีให้เหมาะสมกับวิธีการเทรด สภาพแวดล้อมการเทรด และเป้าหมายการเทรดของเรา 

Money management เป็นเรื่องของการวางแผนการเทรดที่รอบคอบ ที่จะทำให้การเติบโตของพอร์ตของเราเป็นไปด้วยดี เติบโตต่อเนื่องในระยะยาว ไม่ได้ขึ้นกับว่าจะได้กำไรกี่ครั้ง ได้กำไรเท่าไร เพราะนั้นเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้เป็นเรื่องของตลาด แต่เราจะมองในสิ่งที่เราสามารถควบคุมได้ นั้นก็คือความเสี่ยง โดยเฉพาะเมื่อเราเจอการเสียหายขาดทุนต่อเนื่องหลายๆครั้ง (การเกิด draw down ในการเทรด ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เทรดเดอร์ทุกคนต้องเจอ ) เราจะบริหารจัดการอย่างไร หรือดีกว่านั้น เราจะเตรียมความพร้อมอย่างไรและทำอย่างไรเมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้น แล้วให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด 

จากประสบการณ์ของผมที่รู้จักเทรดเดอร์หลายๆคน เทรดเดอร์ที่เทรดได้กำไรเพียง 30% ของจำนวนครั้งที่เทรด แต่มี Money management ที่ดี อาจมีพอร์ตที่เติบโตต่อเนื่องดีกว่า เทรดเดอร์ที่ เทรดได้กำไร 70-80% ของจำนวนครั้งที่เทรดก็เป็นได้ เรืองของโอกาสชนะ หรือ Winning Probability ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องพิจารณากันให้ดีๆ โดยเฉพาะคนที่ไม่มีประสบการณ์ในการเก็งกำไรมาก่อน (อาจเคยลงทุนมาบ้าง) มักจะถูกหลอกได้ง่ายๆ ด้วย Winning Probability สูงๆ หรือไม่ก็ Reward-to-Risk สูงๆ (กำไรสูง ความเสี่ยงต่ำ) เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยธรรมชาติของการเก็งกำไรแล้ว 2 อย่างนี้มักอยู่คนละฝั่งกัน เทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์ จะมองทั้งสองอย่างควบคู่กันไป เรียกว่า Profit Expectancy เพราะจะให้ทั้งสองอย่างสูงด้วยกันทั้งคู่นั้น เป็นไปได้ยากมาก 


FOREX 

การเก็งกำไรในอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ หรือ Forex Exchange นับเป็นการลงทุนที่มีผู้ให้ความสนใจเป็นอย่างมากจากทั่วทุกมุมโลก และเป็นตลาดที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงที่สุดใลก คือ มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินสกุลต่างๆรวมกัยทั่วโลกกว่า 3 ล้านล้านเหรียญดอลล่าสหรัฐต่อวัน เนื่องจากธุรกิจต่างๆ การท่องเที่ยว ที่เกิดขึ้นทั่วโลกต่างก็เพิ่งพาตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรากันทั้งนั้น เราจะเห็นว่าการแลกเปลี่ยนเงินในแต่ละวันจะมีอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่เท่ากัน ทำให้เกิดส่วนต่างกำไรขาดทุนขึ้น ถ้าเราเป็นนักเก็งกำไร คอยมองหาโอกาสทำการแลกเปลี่ยนเงินตรากับสถาบันการเงินต่างๆ นั้นก็เท่ากับเรากำลังเก็งกำไรในอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว เพียงแต่ส่วนต่างอาจจะน้อยมากๆ ทำให้เราต้องใช้เงินจำนวนมากในการเก็งกำไร ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้เกิดตลาด Spot Market สำหรับค่าเงินขึ้น หลายๆคนก็ใช้ช่องทางนี้ในการเก็งกำไร บ้างก็ใช้สำหรับป้องกันความเสียงทางค่าเงินในธุรกิจของตัวเอง 

ที่นี้เรามาลองทำความเข้าใจกันดูว่าเราจะใช้ Spot Market ในการเก็งกำไรได้อย่างไร เริ่มจากเราต้องรู้จากสินค้าที่เราจะทำการซื้อขาย หรือค่าเงินกันก่อน ลำพังค่าเงินของประเทศใดประเทศหนึ่ง จะไม่สามารถบอกได้ว่าสูงหรือต่ำ จะต้องมีการเปรียบเทียบเสมอ ในที่นี้ผมจะขอใช้ค่าเงินยูโร (EUR) เทียบกับ ค่าเงินดอลล่าสหรัฐ (USD) สัญลักษณ์ในการเปรียบเทียบค่าเงินคู่นี้คือ EURUSD ซึ่งค่าเงินคู่นี้ถือเป็นคู่ที่มีการแลกเปลี่ยน หรือ เทรด กันมากที่สุดในโลก คือมีสัดส่วนถึงประมาณ 60% ของมูลค่าซื้อขายในแต่ละวัน 

EURUSD = 1.5000 หมายถึง 1 EUR มีค่าเท่ากับ 1.5 USD ค่าเงินตัวแรกในแต่ละคู่จะเป็นตัวหลักเสมอ เรียกว่าเป็น Base Currency ซึ่งจะมีค่าเป็น 1 เสมอ ในการเปรียบเทียบ ส่วนค่าเงินตัวหลัง เราจะเรียกว่า Quote Currency โดยจะเป็นตัวที่มาเปรียบเทียบบอกให้รู้ว่า Base Currency มีค่าเท่าไร อย่างค่าเงินในประเทศเราเปรียบเทียบกับค่าเงินดอลล่าสหรัฐ จะใช้สัญลักษณ์ว่า USDTHA ในที่นี้ Base Currency คือ USD และ Quote Currency คือ เงินไทยบาท (THA), USDTHA = 30 หมายความว่า 1 USD มีค่าเท่ากับ 30 บาท 

ที่นี้เรามารู้จักกับคำศัพท์อีกตัวหนึ่งที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย นั้นคือ PIP (Price Interest Point) อ่านว่า ปิบ. PIP คือหน่วยย่อยที่สุดในการเคลื่อนไหวของค่าเงิน หรือค่าเงินจะเคลื่อนไหวได้น้อยที่สุดคือทีละ 1 PIP นั้นเอง โดยทั่วไปค่าเงินสกุลหลักที่มี USD เป็น Quote Currency จะถูกกำหนดให้มีทศนิยมได้ 4 ตำแหน่ง เช่น EURUSD = 1.5000 ถ้าค่าเพิ่มขึ้น 1PIP เราจะได้ EURUSD = 1.5001 ทำนองเดียวกัน ถ้าค่าลดลง 1PIP เราจะได้ EURUSD = 1.4999 แต่ถ้าUSD เป็น Base Currency เช่น USDJPY (ค่าเงินดอลล่าสหรัฐเทียบกับค่าเงินเยนของญึ่ปุ่น) ทศนิยมตำแหน่งที่สองจะระบุ PIP เช่น USDJPY ขึ้นจาก USDJPY=80.00 ไปเป็น USDJPY=80.01 อันนี้คือขึ้น 1PIP การเคลื่อนไหวของค่าเงินในแต่ละวันอาจจะเคลื่อนไหวตั้งแต่ 30PIP ไปจนถึง 300PIP ขึ้นกับสภาพตลาด จะเห็นว่าการเคลื่อนไหวในแต่ละวันนั้นน้อยมาก เราต้องใช้เงินจำนวนมากในการเก็งกำไรจากส่วนต่างนี้โดยตรง ถึงจะได้ผลตอบแทนที่เรียกว่าเป็นชิ้นเป็นอัน 

ที่นี้เราลองมาดูการซื้อขายค่าเงินใน Spot Market กันดูบ้าง การซื้อขายค่าเงินจะถูกกำหนดให้มีการซื้อขายเป็นล็อต (Lot) 
1 Standard Lot = 100,000 หน่วยของ Base Currency 
1 Mini Lot = 0.1 Standard Lot = 10,000 หน่วยของ Base Currency 

นั้นหมายถึงถ้าเราต้องการจะซื้อ EURUSD = 1.5000 เป็นจำนวน 1 Std. Lot เราต้องใช้เงินถึง 100,000 ยูโร หรือ 150,000 ดอลล่าสหรัฐ 
และถ้าราคาเพิ่มขึ้น 1PIP หรือเมื่อ EURUSD = 1.5001 สัญญาซื้อขาย 1 Std. Lot ที่เราได้ซื้อไว้ จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 150,010 ดอลล่าสหรัฐ หรือ ได้กำไรมา 10 เหรียญดอลล่าสหรัฐ นั้นเอง เราสามารถจำง่ายๆว่าทุกๆ 1PIP จะให้กำไรขาดทุน $10 สำหรับ 1 Std. Lot และ $1 สำหรับ 1 Mini Lot แต่ถ้าต้องใช้เงินมากขนาดนี้ในการลงทุน คงไม่เป็นการลงทุนที่ทำให้คนทั่วโลกให้ความสนใจอย่างมากมาย แต่การลงทุนใน Spot Market มีการใช้ Leverage เข้ามาช่วย โดยใน Forex จะมีการใช้ Leverage ที่ 1:100 นั้นหมายถึง เราใช้เงินแค่ $1,500 สำหรับ EURUSD = 1.5000 จำนวน 1 Std. Lot หรือ $150 สำหรับสัญญา 1 Mini Lot 

ที่นี้เราลองมาดูกันว่าถ้า EURUSD ขยับ 100PIP สมมุตว่าราคา EURUSD = 1.5000 แล้วเราเปิด Buy 1 Mini Lot เราต้องใช้เงิน $150 หลังจากนั้นราคาขยับไปอยู่ที่ 1.5100 แล้วเรา Sell เพื่อปิดสัญญาที่เราซื้อไว้ เราจะได้ กำไร $100 (1PIP กำไร $1) ถือว่าได้กำไรสูงถึง 66.6% แล้วถ้าเรามาสังเกตุการเคลื่อนไหวของราคา เราจะพบว่า EURUSD เคลื่อนไหวประมาณ 100+ PIP ทุกวัน ดังนั้นโอกาสทำกำไรขนาด 50+% สามารถเกิดขึ้นได้ทุกวัน แล้วยิ่งถ้าเราสามารถสร้างกำไรจากการเคลื่อนไหวต่อเนื่องหลายๆวัน (Position Trader) ได้แล้ว การที่จะได้กำไรแบบ 100% - 1000% ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย 

อย่ามองแต่ด้านกำไร ทีนี้เราลองมาดูกันว่า ถ้าหลังจากเราเปิด Buy 1 Mini Lot ไปแล้ว EURUSD เกิดขยับลง แทนที่จะขึ้น นั้นหมายถึงเรากำลังถือ position ผิดทาง ผลก็คือเราจะขาดทุน โดยการคิดแบบเดียวกัน เราจะขาดทุนทุกๆ 1PIP เป็นเงิน $1 สำหรับ Mini Lot และ $10 สำหรับ Std. Lot เราจะเห็นว่า ขณะที่เราสามารถได้กำไรเร็ว แต่ถ้าผิดทาง เราก็จะขาดทุนเร็วเท่าๆกัน ดังนั้นทักษะในการควบคุมทุนของเรา และตัดการขาดทุนจะเป็นทักษะที่สำคัญมากถ้าเราต้องการประสบความสำเร็จในการลงทุนตลาดนี้ 

ข้อแตกต่างที่สำคัญและเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของ Spot Market คือ เราสามารถทำกำไร ได้ 2 ทาง คือไม่ว่า EURUSD จะขยับขึ้น หรือ ขยับลง เราก็สามารถทำกำไรได้ ถ้าเราถือ position ถูกทาง ผมได้อธิบายการได้กำไรเมื่อ EURUSD ขยับขึ้นไปแล้ว ด้วยการเปิด Buy order แล้ว Sell เพื่อปิด order นั้นๆ ทีนี้เราลองมาดูการได้กำไรเมื่อ EURUSD ขยับลงกันบ้าง เราสามารถทำได้โดยการเปิด Sell order นั้นเองครับ ใน Spot Market เราสามารถเปิด Sell order ได้เลยแม้ว่าเราจะไม่มีอะไรให้ขาย สมมุติว่า EURUSD = 1.5000 เราเปิด Sell 1 Mini Lot เราจะใช้เงินในการเปิด position เท่ากับ Buy คือ $150 หลังจากนั้น ถ้า EURUSD มีค่าลดลง 100PIP คือ EURUSD = 1.4900 แล้วเราทำการ ซื้อคืนเพื่อปิดสัญญาที่เราซื้อไว้ เราจะได้กำไร $100 หรือเราจะได้กำไรทุกๆ 1PIP เป็นเงิน $1 เช่นเดียวกัน 

ในทำนองเดียวกัน ถ้าเราเปิด Sell position แล้วราคา EURUSD ขยับขึ้น เราจะขาดทุนทุกๆ 1PIP เป็นเงิน $1 สำหรับ 1 Mini Lot เช่นเดียวกัน ที่นี้เพื่อนๆคงรู้จักการเก็งกำไรค่าเงิน ใน Spot Market กันบ้างแล้วนะครับ แต่อย่าเพิ่งรีบไปลงทุนเลยนะครับ ขอให้ทดลองฝึกฝน จนเข้าใจในกลไกของตลาดก่อน เนื่องจากยังมีอีกหลายๆปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น Spread, Swap rate, commission ซึ้งจะมีผลต่กตัวเลขกำไรขาดทุนของท่านในแต่ละ order. 


GOLD SPOT 

ตลาดทองคำ เป็นตลาดการลงทุนที่มีผู้ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำไปทั่วโลก ด้วยแนวความคิดที่ว่า ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่สามารถใช้ป้องกันความเสี่ยง หรือ การด้อยค่าของเงินสกุลต่างๆทั่วโลก ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะหลังจากปี 2005 เป็นต้นมา 





การลงทุนในทองคำสามารถทำได้หลากหลายวิธ๊ เช่น 
• การลงทุนในทองคำแท่ง 
• การลงทุนในเหรียญทอง 
• การลงทุนในกองทุนทองคำ 
• การลงทุนในหุ้นเหมืองทองคำ 
• การลงทุนในตราสารทองคำ 
การลงทุนในทองคำที่ผมเห็นว่าน่าสนใจ คือ การลงทุนใน Gold Spot Market ซึ่งถึอเป็นรูปแบบหนึ่งของการลงทุนที่ใช้ทุนไม่สูงมากนัก แต่ให้ผลตอบแทนได้สูงเป็นหลายเท่าตัวในเวลาสั้น แต่ผู้ลงทุนต้องมีความรู้ความเข้าใจ และมีแผนการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ 

Gold Spot เป็นการลงทุนในลักษณะของการซื้อขายทองคำบริสุทธิ์ 99.9% โดยมีหน่วยการซื้อขายเป็นมาตรฐาน เรียกว่า Lot ดังรายละเอียดต่อไปนี้ 
ทองคำ 1 troy oz. = ทองคำ 31.104 กรัม 
ทองคำ 1 standard Lot = ทองคำ 100 troy oz. 
ทองคำ 1 mini Lot = ทองคำ 10 troy oz. 

สมมุติว่าราคาทองคำอยู่ที่ $1800 ต่อ 1 troy oz. ดังนั้นการซื้อขายทองคำ 1 standard Lot จะมีมูลค่าถึง $180,000 นับว่าเป็นเงินที่สูงมากสำหรับบุคคลทั่วไปในการลงทุน แต่การลงทุนในตลาด Gold Spot นั้นเราไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากขนาดนั้น เนื่องจากมีการ ให้ Leverage (หรือ margin) ในการลงทุน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะให้ 1:50 leverage นั้นคือ การลงทุนในทองคำ 1 standard Lot จะใช้เงินลงทุนเพียง $180,000/50 = $3,600 เท่านั้นเอง ที่นี้ลองมาดูกันกว่าเงินลงทุน $3,600 จะทำให้เรากำไร/ขาดทุนเท่าไร เมื่อราคาทองเปลี่ยนไป $10 
สมมุติว่าเราซื้อทองคำ 1 standard Lot ที่ราคา $1800 แล้วราคาทองคำเพิ่มขึ้น เป็น $1810 นั้นหมายถึง มูลค่าทอง 1 standard Lot เพิ่มขึ้นจาก $180,000 เป็น $181,000 ดังนั้นการซื้อทองคำ 1 standard Lot ครั้งนี้ เราได้กำไร $1,000 จากเงินลงทุน $3,600 หรือ 27.78% ในการลงทุนครั้งนี้ 
ทำนองเดียวกัน ถ้าราคาทองคำลง $10 มูลค่าทองคำ 1 standard Lot จะลดลงจาก $180,000 เป็น $179,000 หรือ ขาดทุน $1,000 จากเงินลงทุน $3,600 ในครั้งนี้ (คิดง่ายๆ ว่า กำไร/ขาดทุน $100 ต่อ การขึ้นลงของราคาทองทุกๆ $1 นั้นเอง) 

แต่ถ้าเรามีเงินทุนน้อย เราสามารถเลือกการลงทุนในขนาดที่เล็กลง คือ mini Lot นั้นหมายถึงการใช้เงินลงทุนน้อยลง 10 เท่า แต่ผลกำไร/ขาดทุน ก็จะลดลง 10 เท่าด้วย สำหรับราคาทอง ที่ $1800 และ leverage 1:50 จะใช้เงินลงทุน เพียง $360 ต่อ 1 mini Lot และมีผลกำไร/ขาดทุน $10 ต่อการขึ้นลงของราคาทองทุกๆ $1 

ความน่าสนใจของการลงทุนใน Gold Spot มีอยู่ 2 ประการ คือ 
1. ราคาทองคำมีการเคลื่อนไหว ประมาณ $10-50 ต่อวัน และสามารถทำการซื้อ-ขายได้ตลอด 24 ชั่วโมงในหนึ่งวัน 5 วันในหนึ่งอาทิตย์ (จันทร์-ศุกร์) นั้นคือเราสามารถทำกำไร ได้สูงถึง $100-$500 ต่อวัน สำหรับ mini Lot ด้วยเงินลงทุนเพียง $360 
2. เราสามารถทำกำไร ในขณะที่ราคาทองลดลง โดยการเปิดสถานะด้วยการขายก่อน แล้วปิดสถานะด้วยการซื้อคืนในขณะที่ราคาทองลดต่ำลง 
จากที่กล่าวมาจะเห็นว่าการลงทุนใน Gold Spot นั้นเราสามารถทำกำไรได้ทั้งในขณะที่ราคาทองคำเป็นขาขึ้น และ ขาลง โดยมีผลกำไรต่อ การลงทุนที่สูงมาก ในระยะเวลาอันสั้น แต่ที่ต้องระวังคือ อัตราส่วนการทำกำไร และ การขาดทุน มีสูงเท่าๆ กัน ดังนั้น เราสามารถขาดทุนอย่างรวดเร็ว ถ้าเราไม่มีความรู้ความเข้าใจในการลงทุนที่ดีพอ และ ไม่มีแผนการลงทุนที่เหมาะสม 

สิ่งที่น่าเสียใจเป็นอย่างมากคือ การลงทุน Gold Spot ในบ้านเราเองยังถูกจำกัดอยู่ในวงแคบๆ เนื่องจากยังไม่มีตลาดเปิดโดยตรงในบ้านเรา จะมีก็เพียงแค่ Gold Future ที่ดูเหมือนจะคล้ายกัน แต่ก็มีความแตกต่างอยู่ที่ gold future จะมีการหมดอายุของสัญญา และ ราคา premium ของ Gold Future ก็จะแตกต่าง จาก ราคา Gold Spot ขึ้นอยู่กับช่วงอายุของสัญญา 

การลงทุนใน Gold Spot ในบ้านเราจึงต้องทำกับ broker ที่ยอมให้เราเข้าถึง ตลาดทุนต่างประเทศ ซึ่งก็มีอยู่ ไม่กี่รายในบ้านเรา หรือ ต้องไปเปิดบัญชีกับ broker ต่างประเทศ ซึ่ง ถึงแม้กฏหมายการลงทุนในบ้านเราจะยังไม่สนับสนุน แต่ก็ไม่มีข้อห้ามอันใดในการลงทุนในรูปแบบนี้ในปัจจุบัน 


MT4 PLATFORM 

MT4 (Meta Trader 4) เป็นโปรแกรมสำหรับเทรด Forex และ Spot market ที่มีผู้นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก เนื่องจากเป็นโปรแกรมที่ใช้งานง่าย มีเครื่องมือที่เรียกว่าครบในระดับหนึ่ง สามารถทำการตั้งค่าต่างๆ ตามแต่ความต้องการของผู้ใช้ และที่สำคัญที่สุดคือ มีการรองรับการเขียนโปรแกรม เพื่อสร้างเครื่องมือต่างๆ เพื่อช่วยในการเทรด ได้โดยใช้ภาษาที่เรียกว่า MQL (Meta Quote Language) ซึ่งนอกจากจะใช้สร้าง indicator ต่างๆ เพื่อทำการติดตามความเคลื่อนไหวของราคา และแสดงสัญญาณการซื้อการขายได้แล้ว ยังสามารถเขียนโปรแกรมให้ทำการซื้อขาย ตามสัญญาณต่างๆ เหล่านั้นได้โดยอัตโนมัติ หรือ ที่เราเรียกกันว่า Robot Trading หรือ Automated Trading นั้นเอง 

สิ่งที่ต้องรู้ในการติดตั้งโปรแกรม MT4 ก็คือ ถึงแม้ว่าตัวโปรแกรมจะมีลักษณะเดียวกัน ใช้งานเหมือนกัน แต่เป็นโปรแกรมที่ผูกติดกับ โบรกเกอร์ที่ให้บริการ นั้นคือ โปรแกรมที่เราดาว์โหลด มาจากโบรกเกอร์หนึ่ง จะใช้ได้กับโบรกเกอร์นั้นๆ เท่านั้น ไม่สามารถนำไปเชื่อมต่อกับ บัญชีซื้อขายที่อยู่โบรกเกอร์อื่นได้ เรียกได้ว่า ใช้โบรกเกอร์ที่ไหน ก็ต้องดาว์โหลดโปรแกรม MT4 จากโบรกเกอร์นั้นๆ แต่ตัวโปรแกรมที่เราเขียนขึ้นเองจาก ภาษา MQL จะสามารถใช้ได้กับทุกๆ MT4 โปรแกรม ไม่ว่าจะดาว์โหลดจากโบรกเกอร์ได้ หรือมีบัญชีกับโบรกเกอร์ใดอยู่ก็ตาม 

การติดตั้งโปรแกรมสามารถทำได้ง่ายๆ โดยการไปที่หน้าเวปไซด์ของโบรกเกอร์ที่เราเปิดบัญชีอยู่ แล้วทำการดาว์โหลดโปรแกรม MT4 ที่เป็น client terminal มาไว้ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ จากนั้นก็ทำการ double-click โปรแกรมที่เรา ดาว์โหลดมา โปรแกรมจะเริ่มทำการติดตั้งตัวเองโดยอัตโนมัติ 

ข้อดีของโปรแกรม MT4 อีกอย่างหนึ่งก็คือ เราสามารถติดตั้งโปรแกรม MT4 จากหลากหลายโบรกเกอร์บนเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวกันได้เหมือนเป็นคนละโปรแกรมกัน อันนี้ทำให้ง่ายต่อการทดสอบประสิทธิภาพของโบรกเกอร์ต่างๆไปพร้อมๆกัน หรือเทรดหลายๆบัญชีจากโบรกเกอร์ต่างๆไปพร้อมๆกันได้ 




การใช้งาน MT4 Trading Platform (กดที่ link เพื่อดูรายละเอียดแต่ละหัวข้อ) 
• การ Log in เข้าบัญชีเทรดผ่านทาง MT4 -- เมนู "File" --> "Login"; สิ่งที่เราต้องมีในการ Log in คือ หมายเลขบัญชี, รหัสผ่าน, ชื่อเครื่องปลายทาง โดยข้อมูลเหล่านี้ โบรกเกอร์จะเป็นผู้กำหนดแล้วส่งให้เราในตอนที่เราเปิดบัญชี 
• การสร้าง Demo Account บน MT4 โดยตรง -- เมนู "File" --> "Open an Account" แล้วกรอกข้อมูลต่างๆ เมื่อสำเร็จ MT4 จะ Log in ให้เราด้วย Demo Account ใหม่โดยอัตโนมัติ 
• การเปลี่ยนแปลงรหัสผ่านบน MT4 -- เมนู "Tools" --> "Options" จะมีหน้าต่างขึ้นมาใหม่ ไปที่ แทบ "Server" จะมีปุ่ม "Change" ให้เปลี่ยนรหัสผ่าน 
• การเลือกแสดงสัญลักษณ์ใน Symbol Watch List -- คลิกขวาในหน้าต่าง "Symbol Watch List" แล้วเลือก "Symbols" เพื่อเปิดหน้าต่างในการเลือกแสดงราคาสินทรัพย์ต่างๆ 
• การปรับแต่ง Chart Window -- คลิกขวาในหน้าต่าง Chart Window แล้วเลือก "Properties..." เพื่อเปิดหน้าต่างในการปรับแต่ง Chart Window ขึ้นมาเพื่อทำการปรับแต่ง 
• Save/Load template ของ Chart Window -- คลิกขวาในหน้าต่าง Chart Window แล้วเลือก "Template" --> "Save Template..." หรือ "Load Template..." 
• การเพิ่ม indicator บน Chart Window -- เมนู "Insert" --> "Indicators" แล้วเลือก indicator ที่เราต้องการใช้ 
• การส่งคำสั่งซื้อขาย -- เมนู "Tools" --> "New Order" หรือ กด F9 จะมีหน้าต่างสำหรับส่งคำสั่งซื้อขาย เปิดออกมา 
• การแก้ไข หรือ ปิด pending order -- คลิกขวาที่ order ที่เราต้องการแก้ไข แล้วเลือก "Modify or Delete Order" เพื่อเปิดหน้าต่างสำหรับแก้ไข order เพื่อทำการแก้ไข ปิด หรือ ยกเลิก order นั้นๆได้ 
• การปิด position ที่เปิดไว้ -- คลิกขวาที่ order ที่เราต้องการปิด แล้วเลือก "Close Order" เพื่อเปิดหน้าต่างสำหรับปิด order นั้นๆ เราสามารถปิด order นั้นได้โดยการกดที่ "Close Order" บนหน้าต่างนั้น เพื่อทำกำไร หรือ ตัดขาดทุน ณ ขณะนั้น 
• การพิมพ์รายงานการเทรดและข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์การเทรด -- ใน Terminal Window เลือกแถบ "Account History" คลิกขวาบนประวัติการเทรดย้อนหลังแล้วเลือก "Save as Detailed Report" 

การใช้งาน Custom Indicator บน MT4 (กดที่ link เพื่อดูรายละเอียดแต่ละหัวข้อ) 
บน MT4 trading platform นั้น เราสามารถเขียน Indicator ขึ้นมาเองได้โดยการใช้ภาษา MQL4 ตัว Indicator ที่เขียนขึ้นมาจะเป็น text file ที่มีนามสกุล .mq4 เมื่อเราเปิด file นั้นในโปรแกรม MetaQuotes Language Editor ที่ถูกติดตั้งพร้อมกับ MT4 แล้วทำการ Compile เราจะได้ file ที่มีนามสกุล .ex4 มาไว้ใช้งานกับ MT4. Indicator นั้นจะมีผลแค่การแสดงข้อมูลบน MT4 เท่านั้น ไม่มีส่วนเกียวข้องกับ trading order แต่อย่างใด 
• การเปิดโปรแกรม MetaQuotes Language Editor และการ compile 
• การติดตั้ง indicator ของเราบน MT4 -- ในนำ file indicator ของเราที่มีนามสกุล .ex4 ไปวางใน folder indicator เช่น "C:\Program Files\FxPro - MetaTrader 4\experts\indicators" แล้วทำการเปิดโปรแกรม MT4 ใหม่ 
• การใช้งาน custom indicator -- ใช้งานเช่นเดียวกับ indicator อื่นๆในโปรแกรม MT4 เพียงแต่ custom indicator ของเราจะอยู่ในส่วน Custom Indicators ใน Navigator Window ให้เราลากไป indicator จาก Navigator Window ไปวางบน Chart ที่เราต้องการใช้ 
การใช้งาน Expert Advisor บน MT4 (กดที่ link เพื่อดูรายละเอียดแต่ละหัวข้อ) 
Expert Advisor หรือ EA เป็น script ที่เขียนขึ้นจากภาษา MQL4 เพื่อช่วยควบคุมการทำงานของ MT4 ในเงื่อนไข หรือ รูปแบบต่างๆที่ผู้ใช้ (เทรดเดอร์) ต้องการ เช่น การควบคุมให้ MT4 ทำการสั่งซื้อสั่งขาย โดยอัตโนมัติตามเงื่อนไข (Automated Trading, Robot Trading) EA ต่างจาก indicator ตรงที่ EA จะมีการใช้คำสั่งที่เกี่ยวข้องกับ order เช่นการเปิด การปิด การแก้ไข หรือการตั้งค่าต่างๆของ order โดยอัตโนมัติ EA จะอยู่ในรูปของ text file นามสกุล .mq4 และต้องการการ compile ให้เป็น .ex4 ก่อนใช้งานเช่นเดียวกับ indicator 
• การติดตั้ง EA บน Chart -- ในนำ file EA ของเราที่มีนามสกุล .ex4 ไปวางใน folder experts เช่น "C:\Program Files\FxPro - MetaTrader 4\experts" แล้วทำการเปิดโปรแกรม MT4 ใหม่ เราจะพบ EA ของเราใน Expert Advisors ใน Navigator Window ให้ลาก EA ของเราไปวางไว้บน Chart ที่เราต้องการรัน เมื่อติดตั้งเรียบร้อย จะมีหน้าวงกลมเล็กๆขึ้นที่ มุมบนด้านขวาของ Chart 
• การสั่งให้ EA ทำงาน -- กดปุ่ม "Expert Advisors" บนเมนูด้านบน icon ของเมนูจะเปลี่ยนเป็นรูปปุ่ม play สีเขียว และหน้ากลมๆด้านบนขวาของ Chart จะยิ้ม 
• การสั่งให้ EA หยุดทำงาน -- กดปุ่ม "Expert Advisors" บนเมนูด้านบน icon ของเมนูจะเปลี่ยนเป็นรูปปุ่ม stop สีแดง และหน้ากลมๆด้านบนขวาของ Chart จะเป็นรูปกากบาท 
• การถอด EA ออกจาก Chart -- คลิกขวาบน chart แล้วเลือก "Expert Advisors" --> "Remove" 

Custom Indicator หรือ EA ที่น่าสนใจสำหรับ MT4 


EA 
การเทรด Spot Market ผ่านทางโปรแกรม MT4 นั้นมีข้อได้เปรียบอยู่อย่างหนึ่งคือ เราสามารถสร้างโปรแกรมขนาดเล็กเรียกว่า Expert Adviser หรือ EA เพื่อทำงานบนโปรแกรม MT4 เพื่อให้โปรแกรมทำการซื้อขายโดยอัตโนมัติตามเงื่อนไขที่เราต้องการ เราเรียกคอนเซปต์แบบนี้ว่า Automated Trading หรือ Robot Trading โปรแกรมจะคอยติดตามการเคลื่อนไหวของตลาดตลอดเวลา 24 ชั่วโมงเพื่อหาจังหวะในการเข้าทำการซื้อขายตามเงื่อนไขที่เราตั้งโปรแกรมไว้นั้นเอง 

ในปัจจุบัน มีโปรแกรม EA ขายอยู่มากมายบนอินเตอร์เน็ต แต่ละแบบมีคุณลักษณะแตกต่างกัน ที่ใช้ได้จริงก็มี ที่หลอกลวงก็เยอะ แต่ไม่มี EA ตัวไหนเลยที่สามารถทำกำไรได้ในทุกสภาพตลาด ดังนั้นก่อนที่เราจะใช้ EA ตัวไหนก็ตามกับเงินที่เราหามาได้อย่างยากเย็น เราควรต้องศึกษาให้รู้จริงว่า EA ตัวนั้นทำงานอย่างไร ใช้ได้กับสภาวะตลาดแบบไหน และไม่ควรใช้กับตลาดแบบไหน มีระบบควบคุมความเสี่ยงยังไง แล้วทดลองใช้กับเงินก้อนเล็กๆ ด้วยขนาดการลงทุนที่เล็กที่สุดก่อน เป็นระยะเวลาหนึ่ง เพื่อให้เกิดความมั่นใจ และเข้าใจการทำงานของมันอย่างแท้จริง 





เนื้อหาสำหรับไบนารี่ออปชั่น ดังนี้ 

ไบนารี่ ออปชั่น 

เป็นการเทรด ออปชั่นชนิดหนึ่ง ที่ย่นย่อเอาความยุ่งยากทั้งมวลของการเทรดมาเป็นการเทรด ออปชั่นที่ง่ายๆ โดยมีสินค้าอ้างอิงใหญ่ๆอยู่ 3 ประเภทคือ 1.เทรดหุ้นต่างประเทศ ทุกตลาดทั่วโลก (แต่ที่นิยมคือ หุ้นสหรัฐอเมริกา) 2.เทรด ค่าอัตราแลกเปลี่ยนเงิน หรือ forex เช่น E-U,U-J, U-C,G-U รวมถึง การเทรด CFD หรือดัชนีหุ้นต่างประเทศเช่น Dow jone, Nasdaq, S&P, Nikei, 3.เทรดสินค้าอ้างอิงจาก Future เช่น ทองคำ น้ำมัน โลหะ และสินค้าฟิวเจอร์อื่นๆ 

การเทรด ไบนารี่ออปชั่น ในแต่ละโบรกเกอร์จะมีเงื่อนไขในการทำกำไรต่อ หนึ่งสัญญา ไม่เท่ากัน เช่น กำไร 77% 80% โดยทั่วไปจะอยู่ระหว่าง 70-80% ต่อหนึ่งสัญญา โดยวิธีนี้ผู้ลงทุนจะมีการจำกัดความเสี่ยงเท่าที่จำนวนเงินค่า Premium ในแต่ละสัญญา จึงไม่มีตัวมาร์จิ้นเข้ามาเกี่ยวข้อง ตัวอย่างเช่น นำเงินมาลงทุน 1000 เหรียญ ซื้อสัญญา Option ของหุ้น ดาวโจน หรือหุ้นใดๆ ที่เราสามารถวิเคราะห์ทิศทางการตลาดได้แม่นยำ ซื้อไป 10 เหรียญต่อหนึ่งสัญญา ถ้าถือไว้ 2 สัญญา อีกสัญญาหนึ่ง 30 เหรียญ เมื่อวิเคราะห์ว่าหุ้นขึ้นแน่นอน จึงเทรด Call Option รวมเงิน 40 เหรียญเงินในบัญชียังมีอยู่ 960 เหรียญ 

เมื่อวิเคราะห์ทิศทางถูกต้อง ถือสัญญาที่มีอายุสิ้นสุด 1 วัน (ปกติเมืองไทย จะ 04.00 น.) ณ เวลาที่สิ้นสุดสัญญาปรากฏว่า หุ้นดาวโจนขึ้นไป 100 กว่าจุดเมื่อสัญญาสิ้นสุดลง ได้กำไร 88 % สัญญาแรก ได้ 8.8 เหรียญ สัญญาที่สองได้ 26.4 รวมกำไร สองสัญญาเป็น 35.2 เหรียญในหนึ่งวัน เมื่อรวมเงินลงทุนแล้วจะเป็น 75.2 เหรียญ ดังนั้นเงินในบัญชีจะเพิ่มเป็น 1035.2 เหรียญ 

หมายเหตุ: 
1.การเทรดออปชั่นจริงๆ กำไรจะถูกคูณด้วยจำนวนจุดยิ่งการเคลื่อนไหวของสินค้านั้นในตลาดเคลื่อนไหวสูง ก็จะมีตัวคูณของกำไรมากตามไปด้วย 
2.การเทรด ไบนารี่ออปชั่น กำไรจะถูกฟิกซ์เป็นเปอเซ็นต์ เช่น 70 80 เปอร์เซ็นต์ หรือขึนอยู่กับแต่ละโบรกเกอร์ จะกำหนด ไม่มีจำนวนจุดมาเกี่ยวข้อง ขอให้ถูกทางว่าเป็น Call option หรือ Put option เท่านั้น 



สรุปง่ายๆ สำหรับสำหรับการเทรดแบบ Binary Option 

การเทรดแบบ ไบนารี่ ออปชั่นนั้น เป็นการเทรดแบบง่ายๆ โดยไม่จำเป็นจะต้องไปจับคู่กับคู่ค้า ซึ่งเป็นผู้ถือสัญญาเอาไว้ โบรกเกอร์จะเป็นคนจัดการให้ผ่านโปรแกรมการเทรด ไบนารี่ ออปชั่น ผู้เทรดเพียงต่องมีความรู้ในการ คัดเลือก ตัวหุ้น หรือ คู่เงิน หรือสินค้าอ้างอิงอื่นๆ ที่ตนเองสนใจจะเข้าไปซื้อ หรือ ขายด้วย ไบนารี่ ออปชั่น นอกจากคัดเลือกสินค้าแล้วยังต้องคอยติดตามและวิเคราะห์ ธรรมชาติตลาดของสินค้านั้นๆ โดยวิเคราะห์ทางเทคนิค เหมือนกับการเทรด หุ้น เทรดฟอเร็กซ์ หรือฟิวเจอร์ ก่อนอื่นนักเทรดควรจะเข้าใจในสิ่งนี้ 


1.Call Option เป็นการเทรด ออปชั่น ในฝั่งขาขึ้น หรือในฟอเร็กซ์ หรือหุ้น ที่เราเรียกว่า Buy หรือ Long 
2.Put Option เป็นการเทรด ออปชั่น ในฝั่งขาลง หรือ ในฟอเร็กซ์ หรือหุ้น ที่เราเรียกว่า Sell หรือ Short 

นักเทรดมีทางเลือกอยู่ 2 ทางคือ Call และ Put หรือ ขึ้น และ ลง 

3.ระยะเวลา หรืออายุของสัญญา ในการเทรด แบบไบนารี ออปชั่น แต่ละโบรกเอร์จะกำหนดระยะเวลาของสัญญา ในหุ้น ตราสาร หรือ ฟิวเจอร์ไว้แตกต่างกันเช่น ภายใน 1 วัน (มีตั้งแต่ 5 นาที 30 นาที หนึ่งชั่วโมง 5 ชั่วโมง 10 ชั่วโมง) 1 สัปดาห์ 1 เดือน หรือ 1 ปี 


จุดเด่น: 
1. สามารถเปิดบัญชีขั้นต่ำ เพียง $50 เท่านั้น 
2. สามารถเทรดขั้นต่ำ เพียง $1 เท่านั้น 
3. Provider Platform เช่นเดียวกันกับโบรกเกอร์ใหญ่ๆ 
4. รองรับบัตรเครดิตและบัตรเดบิต (Virtual Card) ของประเทศไทย 




บทสรุปของโบรกเกอร์ Binary Option ทั่วโลก: 
จากการค้นคว้าและทดสอบจากโบรกเกอร์ Binary Option หลายๆ แห่งทั่วโลก ทำให้รู้ว่าโบรกเกอร์ในแต่ละแห่งมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันออกไป แบ่งได้เป็นหัวข้อใหญ่ๆ ดังนี้ 
1. เงินลงทุนเปิดบัญชีขั้นต่ำ 
โบรกเกอร์ แต่ละแหล่งกำหนดไว้แตกต่างกัน เริ่มต้นตั้งแต่ $50 ไปจนถึง $500 และบางโบรกเกอร์แค่เราลงทะเบียนก็ได้รับเงินทันที $25 แล้วครับ 

2. เงินลงทุนในการเทรดขั้นต่ำแต่ละครั้ง 
ใน การเทรดแต่ละครั้งจะมีการกำหนดเลยว่าจะต้องลงทุนอย่างน้อยเท่าไหร่ โบรกเกอร์ส่วนใหญ่จะเริ่มต้นที่ $25 เลยทีเดียว แต่ก็มีบางโบรกเกอร์เริ่มต้นเทรดได้ที่ $1, $5, $10 ซึ่งเป็นข้อดีสำหรับมือใหม่ครับ 

3. ลูกเล่นในการเทรด แบ่งได้ประมาณ 5 แบบ ดังนี้ 
- Binary Options หมดอายุตามช่วงเวลา เริ่มจากทุก 10 นาที, 15 นาที, 30 นาที, 60 นาที หรือนานกว่านั้น 
- Option Builder กำหนดเวลาหมดอายุและความเสี่ยงตามเงื่อนไขของโบรกเกอร์ 
- One Touch (Touch/No Touch) วิเคราะห์ว่าราคาจะแตะเส้นหรือไม่? 
- 60 Seconds หมดอายุภายใน 60 วินาที 
- Boundary (In/Out) วิเคราะห์ว่าราคาจะอยู่ในกรอบของ In/Out หรือไม่? 

4. Platform ของโบรกเกอร์ 
โบรกเกอร์ ส่วนใหญ่ เราไม่จำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรมใดๆ เพียงแค่เรา Login หน้าเวปไซต์ก็สามารถเลือกเทรดได้ทันที แต่บางโบรกเกอร์ก็มีทางเลือกอื่นๆ ให้ เช่น เทรดบน iPhone, iPad, Android เป็นต้น 

5. การฝากถอนเงิน 
โบรกเกอร์ ส่วนใหญ่ในฝากผ่านบัตรเครดิตได้ทันที แต่บางโบรกเกอร์ก็สามารถใช้ Moneybookers ได้ ส่วนประเทศไทยหากเราไม่มีบัตรเครดิตก็สามารถใช้ Visa Debit Card ได้เช่นกัน 

The Reversal การกลับรายการ 
The Straddle นั่งคร่อม 
The Double Trade การค้าที่มีเตียงคู่ 
The Knock on Effect (also known as “Market Pull Strategy”) เคาะบนผล (ที่รู้จักกันว่า "กลยุทธ์ดึงตลาด") 



และสำหรับFUTURES


GOLDฟิวเจอร์ สอนเทรดทองคำ โกลฟิวเจอร์
SILVERฟิวเจอร์ เทรดแร่เงิน ซิลเวอร์ฟิวเจอร์

ทองคำGOLD = XAU
แร่เงินSILVER = XAG
ได้กำไรทั้ง 2 ทาง ราคาขึ้นก็ได้กำไร ราคาลงก็ได้กำไร

สถาบันติวเตอร์ไนน์   http://tutorsnine.in.th
เว็บนี้... คลิก 
หน้าแรกสอนเปิดบัญชีและสอนเทรด กับสอน
ความรู้ให้ สำหรับ ฟอร์เร็กและไบนารี่ออปชั่นและฟิวเจอร์ และออปชั่น USA และหุ้น USA  สำหรับทุกคนทั่วโลก... มีข้อสงสัยสอบถามทาง mail มาได้ตลอดเวลา  battgsdee@hotmail.com 

ลูกศิษย์และบุคคลทั่วไป สามารถใช้ช่องทาง ทาง mail ถามคำถามมาได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ครับ 

 
*****พิเศษสุดสำหรับฟอร์เร็กFOREXและไบนารี่ออปชั่นและฟิวเจอร์ ทองคำ แร่เงิน ออปชั่นอเมริกา หุ้นอเมริกา และ CFD  สอน ทั่วประเทศและทั่วโลก สนใจโปรดติดต่อ สถาบันติวเตอร์ไนน์(NINE) เป็นที่ปรึกษาและดูแลตลอดเวลา*********ภาคปฎิบัติการ MIX FIVE ครบทุกขบวนการจนเก่ง ทำเงินสร้างรายได้ทุกวัน  ใช้เงินลงทุนน้อย เพียงเริ่มต้น ตั้งแต่ 1500.บาท ขึ้นไป(มีมากเทรดได้มาก)ก็สามารถรวยได้...เป็นเศรษฐีได้...สำหรับคนไทยทุกคน(ชาวสวน ชาวไร่ ชาวนา กรรมกร ผู้ใช้แรงงาน พนักงานโรงงานฯลฯ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนรวยที่สามารถเทรดในตลาดเงินและตลาดทุนได้ 

ลิ้งด้านล่านนี้นำไปสมัครเปิดบัญชีจริงได้ทันทีครับ อาจารย์สอนให้ครบทุกขบวนการ สอนการเซ็ทติดตั้ง indicators ทุกตัวจากหน้าจอเทรดจริง (ทั้ง forexและไบนารี่ออปชั่น ฟิวเจอร์ ทองคำ แร่เงิน ออปชั่นอเมริกา หุ้นอเมริกา และ CFD  ต้องเก่ง indicators จึงจะสำเร็จ) 

สมัครเปิดบัญชีจริง โดย คลิกที่ลิ้งนี้ แล้วสามารถกรอกรายละเอียดข้อมูลสมัคร เปิดบัญชีจริงที่คลิกที่ที่ live floating spread account และใช้ leverage ที่ 1:500 จะดี live  จะมีพร้อม DEMO ฝึกเทรดอยู่คู่กันด้วย

ลิ้งชุดที่ 1 เป็นของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ironfinancial service จำกัด มีสาขาทั่วโลก
                ใช้สมัคร เทรด FOREX และ CFD ในหุ้นของตลาดหลักทรัพย์ NYSE , COMPOSITE
                 NASDAQ  และ เทรดทองคำแท่งGOLD ,  แร่SILVER






ลิ้งชุดที่ 2 ด้านล่างนี้ เป็นบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นิวซีแลนด์ ใช้เทรดทองคำ ใช้เทรดแร่เงิน และใช้เทรดฟอร์เร็ก
                 ได้กำไร 2 ทาง ทั้งขาขึ้น และขาลง 
 
 

 



เวลาสมัครเตรียม scan สีและหรือถ่ายภาพสี บัตรประชาชนหน้า 1 ชุด-หลัง 1 ชุดและทะเบียนบ้านหรือเอกสารยืนยันที่อยู่ เช่นบิลค่าน้ำ ค่าไฟ 1 ชุด save ข้อมูลเตรียมไว้ ใช้ในขั้นตอนที่สาม เพื่อส่งยืนยันตัวตนที่แท้จริงของเราเองว่ามีตัวตนที่แท้จริงอยู่ ณ ประเทศนั้นๆจริงหรือไม่ เวลาสมัคร มีข้อสงสัย โทรมาได้ทันที 0837142630 ดูแลตลอดเวลา 24 ชั่วโมง และmail มาที่ battdee@hotmail.com หรือ chat ที่หน้าจอเปิดบัญชีได้ตลอดเวลา มีคนไทยดูแล ( ลิ้งนี้เป็นบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ดีที่สุดที่คัดเลือกแล้วโดยสถาบัน  มีตัวสินค้าที่ใช้เทรดมากที่สุด สามารถดูได้ทั้ง forex , stock , binaryoption, futures , optionsอเมริกา ในการตั้ง indicator ในหน้าจอเทรดเดียวกัน )
  
การกรอกข้อมูลเปิดบัญชีมี 3 ขั้นตอน สำหรับในส่วนที่อยู่ของท่านเลขที่ ที่อยู่ ( ไม่ใช้ เครื่องหมาย / ใส่ ให้ใช้ เว้นวรรค ใส่แทนนะครับ ) ขอตัวอย่างการกรอกเปิดบัญชีได้ที่ mail  battgsdee@hotmail.com     battgsdee@hotmail.com 
 
 เมื่อท่านสมัครเสร็จแล้วทางโบรกเกอร์จะส่ง หน้าจอเทรด ให้ท่าน download ทาง email ที่ท่านให้ไว้ตอนเปิดบัญชี พร้อม user กับ password และเลขที่บัญชี สำหรับเทรดจริง และสามารถฝากเงินเข้าบัญชีตัวเอง ด้วยบัตร
เดบิตธนาคารกสิกร และหรือ บัตรเครดิตทุกธนาคาร ที่เว็บไซด์ของโบรกเกอร์ได้สดวกและช่องทาง  Liberty Reserve ได้สดวก และสามารถถอนกำไรทางเว็บไซด์เช่นเดียวกัน
 
 
เมื่อได้หน้าจอเทรดมาแล้ว  ironfx metatrader 4 
สอนตั้งเซ็ทบัญชีที่หน้าจอเทรด ดังนี้
1.ดำเนินการติดตั้งบัญชี ฝึกเทรด DEMO 
คลิกขวาที่ accounts ใต้ navigator คลิก open an account insert  กรอกรายละเอียดข้อมูลให้ครบ  ดำเนินการจนจบขั้นตอน ก็จะได้เลขที่บัญชีฝึกเทรด 7 ตัว เด้งขึ้นมาอยู่ที่ใต้  account
2.การตั้งบัญชีเทรดจริง REAL  
ดับเบิลคลิกที่ เลขที่บัญชี DEMO 7 ตัว  จากนั้นในช่อง login ให้ใส่เลขที่บัญชีจริง (ที่ส่งให้ทาง mail) ใส่เข้าไป
ต่อมา ใส่ password ที่ได้มาเข้าไป  และใส่ server ที่ได้มาเข้าไป   สุดท้ายคลิกที่ login ด้านล่างสุด
ก็จะได้บัญชีจริงเทรดจริง ไปปรากฏอยู่คู่กับ demo    เวลาใช้งานก็ดับเบิลคลิกที่เลขที่บัญชีจริงและหรือบัญชีฝึกได้เลย
 
สอนวิธีติดตั้งเซ็ท set กราฟ และ indicators  ก่อนอื่นต้องดับเบิลคลิกตัวใดตัวหนึ่งในหน้าจอ 4 หน้า ให้เป็นหน้าเต็มขึ้นมา 1 หน้าก่อน
1.คลิกที่ indicators แถวด้านบนสุด รูปสัญลักษณ์(เครื่องหมายบวกสีเขียวมีตัวfเล็กๆ)
2.คลิกที่ trend ,oscillators ,volumes , bill wiliams ,custom  แล้วเลือกรายละเอียดมีรวมทั้งหมด 51 indicators ครับ ที่ใช้ได้ผล100% มี MACD และ RSI และ EMA และ STOCH ใช้จุดตัดของ indicators เข้าซื้อเปิดถานะ และจุดขายเอากำไร 

ไปศึกษาเพิ่มเติมที่           http://tutorsnine.in.th    หน้าแรก
 
 
สอน วิธีการเทรดซื้อ-ขาย  ( BUY –SELL )
1.ดัลเบิลคลิกที่คู่สกุลเงิน (ใต้ market watch) เช่น eur/usd , usd/jpy
2.ส่งคำสั่ง BUY(สีฟ้า) และหรือ SELL(สีแดง) ที่เราต้องการ ตามทิศทางที่คาดการณ์ไว้ (กราฟขึ้นคลิกที่ buy กราฟลงคลิกที่ sell  ) กราฟขึ้นทิศทางขาขึ้นส่งคำสั่งคลิกที่ buy กราฟลงทิศทางขาลงส่งคำสั่งคลิกที่ sell. กำไรเกิดจากกราฟขึ้นเราส่งคำสั่งถูกทาง buy ไว้ถ้ากราฟขึ้นไปเรื่อยๆก็ได้กำไรไม่จำกัด จนกว่ากราฟจะเปลี่ยนทิศทางแล้วปิดถานะเอากำไร และในทางขาลงก็เช่นเดียวกันถ้าเราส่งคำสั่ง กราฟขาลงคลิกที่ sell ไว้  ไปศึกษาเพิ่มเติมที่    http://tutorsnine.in.th    หน้าแรก

***รายละเอียดวิธีการเทรด***
ก่อนตัดสินใจส่งคำสั่ง ขาขึ้น buy ขาลง sell ต้องคัดเลือก คู่สกุลเงินก่อน เช่น eur/usd  usd/jpy ฯลฯ และติดตามข้อมูลข่าวสารทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดที่  HTTP://WWW.CNBC.COM และ
http://www.forexfactory.com/   ของประเทศคู่สกุลเงินก่อนและเทียบกัน เป็นต้น จากนั้น.-
2.1 ต้องดูกราฟแท่งเทียนก่อน ว่าอยู่ใน เทรนไหน เช่น ขาขึ้น ขาลง ไซ้เวย์ (ดู timeframe ใหญ่ๆ้้h1ก่อน แล้วถึงมาเทรดที่ timeframe เล็ก m1 m5)
2.2 และมาดู indicators ว่าจุดตัดของ macd 12 26 9  และจุดตัดของ ema(moving average exponential) 7วัน ตัด 13 วัน  และดู rsi 13 แรงซื้อแรงขายฝั่งไหนมากกว่ากัน
2.3 ตัดสินใจส่งคำสั่งเปิดถานะ  buy ขาขึ้น หรือ sell ขาลง  ได้เลย 
2.4  ต่อมา ปิดถานะเอากำไร เมื่อทิศทางของกราฟเปลี่ยนไปในทิศทางตรงข้าม ดูจุดตัดของ
       indicators ตรงกันข้ามกับตอนที่เปิดถานะ
   ที่สำคัญที่สุด ต้องจดจำรูปแบบการเทรดที่ได้กำไรไว้ และนำไปฝึกให้คล่อง ช่วงเวลาต้องเหมาะสม  จะเก่งได้อยู่ที่ชั่วโมงบินต้องชำนาญทุกด้านครับ

    
3.ปิดคำสังเพื่อเอากำไร  โดยดับเบิลคลิก หรือคลิกขวาที่ buy และหรือ sell  ที่ชุด order ด้านล่าง ใต้ type (ถ้าเราbuyไว้ ก็คลิกขวาที่ buy)  ต่อไปคลิก close order  จากนั้นคลิก closeแถบสีเหลืองอ่อน  กำไรก็จะวิ่งเข้าบัญชีทันที

รายละเอียดวิธีการเทรด(เพิ่มเติม) 

ใช้แบบนี้ในคู่สกุลเงินที่เราคัดเลือกมาเทรด 

1.ติดตามข้อมูลข่าวสารทางเศรษฐกิจของประเทศคู่สกุลเงินก่อน เช่น ยุโรป กับ สหรัฐ eur/usd (ตัวหน้าคือ 1 เหรียญเสมอเทียบกับตัวเลขสกุลเงินหลัง ก็คือ ยุโรป กับ สหรัฐ เช่น 1 eur = 1.29946 usd ในช่วงเวลานั้นๆ จะวิ่งไม่อยู่นิ่ง) 

2.ถ้าเทียบเศรษฐกิจต่อเศรษฐกิจระหว่างประเทศแล้ว ค่าเงินไหนอ่อนค่า เช่นถ้า usd จะอ่อนค่า

3.ทำให้ 1 ยูโร เทียบ กับ ยูเอส ในเวลาขณะนั้น ยูเอส อ่อนค่า เมื่อยูเอสอ่อนค่า หน้าจอกราฟแท่งเทียนจะพุงขึ้นตลอด ในวันนั้นเลย ก็คือ 1 ยูโร eur สามารถ แลกดอลล่าusdได้มากกว่าเดิมไปเรื่อยๆ ทำให้กราฟแท่งเทียนวิ่งขึ้นไป เรื่อยๆ 

4.เวลาส่งคำสั่งเทรด ควรดูทิศทาง จุดตัดของ indicator macd rsi และแท่งเทียน ในไทม์เฟรมที่ไม่หลอกที่ h1 ก่อน แล้วมาส่งคำสั่งที่ m5 แล้วปล่อยให้มันทำงานไปเป็นชั่วโมงๆ หรือ เป็นวัน 

5.ถ้าใช้ m1 เทรด ต้องไวและเร็ว ต้องดูตลอดเวลา มันสวิงมาก แรงซื้อ แรงขายสู้กันมากตลอดเวลาอยู่ แล้ว ฝั่งไหนแรงมากกว่า ก็จะชนะ ต้องมีเวลาเฝ้าตลอดเวลา 

ยังไง การสวิงของ timeframe เล็ก ๆ ก็จะส่งผลไปสู่ timeframe ใหญ่อยู่ดี นี่คือความจริง 
ถ้าเข้าใจจุดนี้ การเทรดก็จะได้กำไรทุกครั้งไป 

6. ถ้าใช้ timeframe ใหญ่ h1 เทรด ไม่ต้องไปสนใจการสวิงของ timeframe เล็ก ๆ m1 ให้เชื่อใน macd 12 26 9 และ rsi 13 และ ema 7,13 ใน timeframe h1 อย่างเคร่งครัด

วิธีเพิ่มตัวสินค้าลงหน้าจอเทรด
1.คลิก ที่ new chart (มุมบนซ้ายมีเครื่องหมาย + สีฟ้า)
2.คลิกที่ตัวสินค้า, คู่สกุลเงิน จากนั้นจะปรากฏตัวสินค้าอยู่แถบล่างของหน้าจอเทรดทันที
การเรียกดูข้อมูลเก่าที่เทรดไปแล้ว 
1.คลิกที่ account history ด้านล่างสุด ใกล้ trade ครับ 

พิเศษสุดๆครับ การใช้งานหน้าจอกราฟของ IRONFX เพื่อดู หุ้นอเมริกา, หุ้นยุโรป (realtime) เพื่อนำไปเทรด optionsอเมริกา และไบนารี่ออปชั่น และเทรดทองคำ แร่เงิน และเทรดหุ้้น(stocks) อเมริกา ทำดังนี้ 
1.เปิดระบบก่อนโดย ให้คลิกขวา ที่ symbol ที่อยู่ใต้ market watch 
2.จากนั้น คลิก ที่ showAll 
3.จากนั้น คลิก ที่ newchart ที่อยู่บนสุดซ้าย เครื่องหมาย + สีฟ้า 
4.จากนั้นเอาเม้ามาแตะที่ us shares(หุ้นอเมริกา) หรือ uk shares(หุ้นยุโรป) หรือ spotmetal XAUทองคำ,XAGเงิน ฯลฯ จากนั้นคลิก เลือกตัวสินค้าได้เลย 
5.เมื่อ คลิก ตัวสินค้าแล้ว จะปรากฏหน้าจอกราฟ ทันที (realtime) เป็นวินาที 
6.วิธี เคลื่อนที่กราฟให้ห่างจากขอบด้านขวา คลิก ที่ chart shift ด้านบน

วิธีตั้ง stop loss ตัดขาดทุน หลังจากส่งคำสั่งเปิดถานะไปก่อนแล้ว จากนั้น ดับเบิลคลิกที่ ใต้ S/L จากนั้นคลิกใส่ตัวเลขที่ต้องการ ที่ level จากนั้น คลิกที่ copy as: และ คลิกที่ modify # ก็เรียบร้อยรอจนมันทำงานเอง 

วิธีตั้ง take profit ตั้งกำไร หลังจากส่งคำสั่งเปิดถานะไปก่อนแล้ว จากนั้น ดับเบิลคลิกที่ ใต้ T/P จากนั้น คลิกใส่ตัวเลขที่ต้องการที่ level จากนั้นคลิกที่copy as: และ คลิกที่ modify # รอจนมันทำงานเอง

สูตรตั้ง stop loss ที่ level 50 และตั้ง take profit ที่ level 80 ปล่อยไว้ทำงานเอง 
อย่าเทรดในตลาดที่ยังไม่มีข้อมูล ข่าว event ให้ดูข่าวเป็นหลัก ข่าวที่มีผลกระทบต่อการอ่อนและแข็ง 
ค่าของ ดอลล่าสหรัฐ USD 


สูตร การเทรดตลาด ที่ชัดเจน uptrendขึ้นดี , downtrendลงดี ต้องติดตาม ข่าวอย่างใกล้ชิด และต้องตั้ง 
stoploss ด้วย 


หัวใจหลัก*** ฝึกให้ชำนาญก่อน จดจำรูปแบบการเทรดที่ได้กำไรและนำไปใช้เท่านั้น อย่าลืมตั้ง stop loss ทุกครั้ง 




สิ่งที่ควรรู้ ก่อนการเทรด ฟอร์เร็กซ์ 
ฟอร์เร็กซ์ ( Forex ) คืออะไร 
Foreign Exchange Market ที่รู้จักในชื่อของ FOREX , Forex , Retail Forex , FX , Spot FX หรือ Spot 
เป็นตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยปริมาณการซื้อขาย มากกว่า 4 ล้าน ๆ หรียญต่อวัน เปรียบเทียบ ตลาดหุ้นนิวยอร์ค ที่มีปริมาณการเทรด 25 พันล้านเหรียญต่อวัน จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ตลาดฟอร์เร็กซ์ ใหญ่ขนาดไหน 

กล่าวคือ ตลาดฟอร์เร็กซ์ มีขนาดใหญ่กว่า ตลาดฟิวเจอร์ และตลาดหุ้น สหรัฐฯ รวมกันถึง 3 เท่า 

ตลาดฟอร์เร็กซ์ เทรดอะไร ? 

คำตอบ คือ เทรดค่าเงิน 
การเทรดฟอร์เร็กซ์ คือ การซื้อขายค่าเงิน หากเรา ซื้อค่าเงินอีกค่าเงินหนึ่ง เราก็ขายค่าเงินอีกค่าเงินหนึ่ง ในเวลาเดียวกัน ซึ่งจะเทรดผ่าน โบรกเกอร์ หรือว่า ดีลเลอร์ นั่นเอง แต่ละครั้งจะเทรดเป็นคู่ 

ตัวอย่างเช่น ค่าเงินยูโร และ ค่าเงินดอลล่าร์ (EUR/USD) หรือ ค่าเงินปอนด์ และ ค่าเงินเยน (GBP/JPY) 

เพราะ คุณไม่ได้ซื้ออะไรที่เป็นรูปร่างจับต้องได้จริง ๆ การเทรดแบบนี้จึงค่อนข้างทำให้สับสน 

ให้ลองคิดถึงว่า คุณกำลังซื้อหุ้น โดยที่บริษัทที่คุณซื้อหุ้นของเขานั่นก็คือ ประเทศที่คุณถือค่าเงินนั่นเอง 
สมมุติ คุณซื้อเงินเยน หมายถึง คุณกำลังลงทุนในเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่นอยู่ ซึ่งราคาของค่าเงินนั้น จะสะท้อนภาวะ ของตลาด ที่ผู้คนในตลาดคิดว่า เศรษฐกิจของญี่ปุ่นจะเป็นอย่างไร ในปัจจุบัน และอนาคต 

โดยทั่วไป ผลพวงของ ค่าเงินค่าเงินหนึ่ง ที่มีต่ออีกค่าเงินหนึ่ง จะสะท้อนถึงเศรษฐกิจประเทศหนึ่ง ที่เปรียบเทียบ กับอีกประเทศหนึ่งอยู่ 

ซึ่งจะแตกต่างกับตลาดทุนอื่นๆ เช่น ตลาดหุ้นนิวยอร์ค 

ตลาดฟอร์เร็กซ์ ไม่มีที่ตั้ง คือ ไม่มีศูนย์กลางการแลกเปลี่ยน 
ตลาดฟอร์เร็กซ์ จะทำการซื้อขาย ผ่านระบบ OTC ( Over the Counter) ที่เรียกว่า Interbank market นั่นเอง 
เนื่องจาก ตลาดทั้งหมด ทำการซื้อขายในระบบ electronic ด้วยระบบเครือข่ายของธนาคาร จึงสามารถทำการซื้อขาย ได้ตลอด 24 ชั่วโมง 

ช่วงปลายปี 1990 มีแต่รายใหญ่ ๆ เท่านั้นที่เทรดในตลาดนี้ ซึ่งเงินที่คุณต้องมีในการเทรดตลาดนี้ในตอนนั้น คือ 10 ถึง 50 ล้านดอลล่าร์ ส่วนใหญ่จะเป็นธนาคาร หรือ สถาบันการเงินขนาดใหญ่ ที่ไม่ใช่รายย่อย อย่างปัจจุบัน 

อย่างไรก็ตาม เพราะพัฒนาการที่รวดเร็วของอินเตอร์เน็ต บริษัทรับเทรดฟอร์เร็กซ์ สามารถที่จะให้เราเปิดบัญชี ที่ใช้ ในการเทรด ให้กับรายย่อยอย่างเราในปัจจุบัน 

สิ่งที่คุณต้องมีในการเทรด คือ คอมพิวเตอร์ และ อินเตอร์เน็ตความร็วสูง และที่ขาดไม่ได้ คือ ข้อมูล ซึ่งหาได้จาก เว็บไซต์ต่าง ๆ 

ข้อมูลเหล่านี้เขียนขึ้นมาเพื่อให้คำแนะนำ สำหรับนักเทรดที่ยังไม่รู้จักตลาดฟอร์เร็กซ์เลย หรือ นักเทรดมือใหม่ ให้เข้าใจเกี่ยวกับความรู้พื้นฐาน ในตลาด Forex ในแบบ ที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจ 

ค่าเงินที่เป็นที่นิยมมากที่สุดได้แสดงตามสัญลักษณ์ ตามตารางข้างล่าง 

สัญลักษณ์ ประเทศ ค่าเงิน ชื่อเล่นของค่าเงิน 
USD สหรัฐฯ ดอลล่าร Buck 
EUR สหภาพยุโรป ยูโร Fiber 
JPY ญี่ปุ่น เยน Yen 
GBP สหราชอาณาจักร ปอนด์ Cable 
CHF สวิสเซอร์แลนด์ ฟรังค์ Swissy 
CAD แคนาดา ดอลล่าร์ Loonie 
AUD ออสเตรเลีย ดอลล่าร์ Aussie 
NZD นิวซีแลนด์ ดอลล่าร์ Kiwi 

สัญลักษณ์ของค่าเงินในตลาดฟอร์เร็กซ์ จะเป็นสามตัวอักษร สองตัวแรกคือชื่อประเทศ ตัวสุดท้ายคือชื่อของค่าเงิน ของประเทศนั้น ๆ 


เวลาของการเทรดค่าเงิน ? 

ตลาดฟอร์เร็กซ์ มีเอกลักษณ์ของตัวเอง เหมือนกับ ซูเปอร์มาร์เก็ตวอลมาร์ทในสหรัฐ ฯ ซึ่งเปิดตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนในโลก เราก็สามารถเทรดได้ ทั้งธนาคารและสถาบันการเงินอื่น ๆ ที่ยังคงเทรดค่าเงินอยู่ทั่วโลก ทั้งวันทั้งคืน จะหยุดเฉพาะวันหยุดสุดสัปดาห์ 

ตลาดค่าเงินหมุนตามดวงอาทิตย์รอบโลก ดังนั้นเราสามารถเทรดได้ แม้กระทั่งตอนกลางคืน หรือตอนเช้า 

ควรจำไว้ว่า 
นกที่ขยันตื่นเช้า ไม่จำเป็นว่าจะมีหนอนกินในตลาดแห่งนี้ 
คุณอาจจะได้หนอนก็จริงอยู่ 
แต่ว่านกตัวใหญ่ ที่ร้ายกาจกว่าเรา อาจจะจ้องเขมือบคุณอยู่เหมือนกัน 

ตัวอย่าง เวลาของตลาดฟอร์เร็กซ์ 

Time Zone New York GMT 
ตลาดโตเกียวเปิด 19:00 0:00 
ตลาดโตเกียวปิด 4:00 9:00 
ตลาดลอนดอนเปิด 3:00 8:00 
ตลาดลอนดอนปิด 12:00 17:00 
ตลาดนิวยอร์คเปิด 8:00 13:00 
ตลาดนิวยอร์คปิด 17:00 22:00 


ตลาดฟอร์เร็ก ( OTC ) 

ตลาดฟอร์เร็กซ์ เป็นตลาดที่ใหญ่ และได้รับความนิยมมากที่สุด ในตลาดทุนทั้งหมดด้วยกันในโลกนี้ มีปริมาณการเทรด มากที่สุด ไม่ว่าจะมาจาก บัญชีเทรดส่วนตัว หรือ องค์กร ซึ่งตลาดนี้ใช้ระบบ OTC ที่นักเทรดแต่ะละคน จะเป็นผู้ตัดสิน ใจ ในการเทรดว่า จะเทรดกับใคร ตามเงื่อนไขของความดึงดูด ที่มีต่อราคา และ ความเป็นที่นิยมของค่าเงิน 
ชาร์ทข้างล่างแสดงการเทรด ถึงอัตราส่วนการเทรดของค่าเงินต่าง ๆ ซึ่งค่าเงิน Dollar เป็นค่าเงินที่มีการเทรดมากที่สุด ถึง 86% ของตลาด รองลงคือ เงิน EURO 37% และอันดับสามได้แก่เงินเยน 16.5% 




ทำไมผู้คน จึงเทรดค่าเงิน ? 

การเทรดฟอร์เร็กซ์ มีข้อดีอย่างไร ? 
ต่อไปนี้เป็นเหตุผลบางประการ ที่ตอบคำถามว่า ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงเลือกเทรดฟอร์เร็กซ์ 

ไม่มี commission (ค่านายหน้า) 
ไม่มีค่าธรรมเนียม ในการส่งคำสั่งซื้อขาย ไม่มีค่าธรรมเนียมในการแลกเปลี่ยน ค่าเงิน ไม่มีค่าธรรมเนียมที่เก็บจากภาครัฐ ไม่มีค่าธรรมเนียมที่คิดโดยโบรคเกอร์ เพราะโบรกเกอร์ จะได้ผลตอบแทน จากส่วนต่างของราคา ที่เรียกว่า Bid กับ Ask หรือเรียกอีกอย่างว่า Spread นั่นเอง 

ไม่มีคนกลาง 
การเทรด Spot ค่าเงินนั้น จะไม่มีการผ่านคนกลาง ซึ่งทำให้เราสามารถเทรดโดยตรงกับตลาด ตามราคาจริง ของค่าเงินนั้น ๆ 

ไม่มีการกำหนด Lot หรือ Size 
ในตลาดฟิวเจอร์ lot หรือว่า Size ของสัญญาการซื้อขาย ขึ้นอยู่กับ การแลก เปลี่ยนของตัวเครื่องมือนั้นๆ เช่น size มาตรฐานของสัญญาฟิวเจอร์เงิน คือ 5000 ออนซ์ ใน ตลาดฟอร์เร็ก เราสามารถส่งคำสั่งได้ตามใจเรา ซึ่งเหตุผลนี้ ทำให้เทรดเดอร์สามารถเข้าเทรดในตลาดได้ ด้วยเงินเพียง ไม่กี่เหรียญ 

ต้นทุนการส่งคำสั่งต่ำ 
ต้นทุนในการส่งคำสั่ง (Bid/Ask หรือ Spread) ซึ่งน้อยกว่า 0.1 เปอร์เซ็นต์ ตามเงื่อนไข ของตลาด สำหรับโบรกเกอร์ใหญ่ ๆ Spread อาจจะน้อยถึง 0.07 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับ Leverage ที่เราใช้ 

ตลาดที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง 
เราไม่ต้องรอให้มีคนมาสั่นกระดิ่งเปิดตลาด ตลาดเริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ตอนเย็น จนถึง วันศุกร์ตอนกลางวัน (เวลา สหรัฐฯ บ้านเราเริ่ม ตีสี่ของวันจันทร์-ตีสี่ของเช้ามืดวันเสาร์) ตลาดฟอร์เร็กซ์นั้น ไม่เคยหลับ ซึ่งเหมาะกับคนที่เทรดเป็นงานเสริม เพราะว่าเราสามารถเลือกได้ว่าเราอยากเทรดเมื่อไหร่ ไม่ว่า กลางวันหรือกลางคืน 

ไม่มีใครสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของตลาดได้ 
ตลาดเทรดค่าเงินเป็นตลาดที่ใหญ่มาก และมีนักเทรด มากมาย หลายระดับอยู่ในตลาด ซึ่งไม่มีใคร(แม้แต่ธนาคารกลาง) ที่จะสามารถควบคุมราคาให้เคลื่อนไหว ไปตาม ความต้องการของเขาได้ 

Leverage (คาน) 
ในการเทรดฟอร์เร็กซ์ แม้เราจะฝากเงินเข้าเพียงน้อยนิด แต่เราก็สามารถถือครองสัญญา ที่มี ขนาดใหญ่กว่าเงินในบัญชีของเราได้ Leverage ให้เทรดเดอร์สามารถทำกำไรได้ ในขณะที่มีความเสี่ยงของเงิน ทุนต่ำ 

ตัวอย่าง โบรกเกอร์หนึ่งอนุญาตให้เราใช้ Leverage 1:200 หมายถึง หากเรามีเงินมาร์จิ้น 50 ดอลล่าร์ แต่นักเทรด สามารถซื้อหรือขาย สัญญามูลค่า 10,000 เหรียญได้ เช่นเดียวกัน หากเรามีมาร์จิ้นอยู่ 500 เหรียญ เราก็สามารถ เทรด สัญญามูลค่า 100,000 เหรียญ ได้เช่นกัน 

แต่ว่า Leveraage เหมือนดาบสองคม ถ้าเราไม่มีการจัดการความเสี่ยงที่ดี การใช้ Leverage สูง จะทำให้เราขาดทุน หรือกำไรมหาศาล ได้เหมือนกัน 

มีสภาพคล่องสูง 
เพราะตลาดฟอร์เร็กซ์เป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่มาก จึงทำให้มีสภาพคล่องสูงเช่นกัน หมายถึง ภายใต้สภาวะตลาดปกติ เมื่อเราคลิกเมาส์ ส่งออร์เดอร์ เราจะสามารถส่งคำสั่งได้ทันที เราจะไม่ติดขัดในการเทรด ไม่ว่าเราจะตั้งให้เปิดออร์เดอร์แบบอัติโนมัติ เมื่อถึงราคาที่กำหนด (Limit order) หรือ ให้ปิดออร์เดอร์อัติโนมัติ ถ้าราคาไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด (Stop loss order) 

มี บัญชีเทรด Demo, ข่าว, กราฟ และบทวิเคราะห์บริการให้ 
โบรกเกอร์ออนไลน์ส่วนใหญ่ จะมีบัญชี demo ให้ใช้ในการฝึกเทรด พร้อมกับบริการข่าว และกราฟ รวมอยู่ในโปรแกรมเทรด โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ สิ่งเหล่านี้ เป็นข้อมูลที่คุณค่าสำหรับนักเทรดที่ "น่าสงสาร" และนักเทรดที่ชาญฉลาด ที่อยากจะฝึกปรือฝีมือตัวเอง ในการ เทรด ก่อนที่จะเปิดบัญชีเงินจริง และเสี่ยงในเงินจริงๆ 

การเทรดบัญชี Mini และ บัญชี Micro 
เราอาจจะคิดว่าการที่จะเป็นนักเทรดค่าเงินขึ้นมาได้นั้น จะต้องใช้เงิน มหาศาล แต่จริงๆ แล้วถ้าเรามาเทียบการเทรดค่าเงิน กับตลาดหุ้นออฟชั่น หรือฟิวเจอร์ แต่ว่าไม่ใช่อย่างนั้น โบรกเกอร์ ออนไลน์หลายๆ ที่ มีบริการบัญชี Mini กับ บัญชี Micro ซึ่งบางโบรคเกอร์อนุญาติให้เรา ฝากเงินได้ ต่ำสุด เพียง 300 เหรียญ หรือต่ำกว่านั้นก็มี แต่เราไม่ได้หมายถึงว่า เราควรจะเปิดบัญชีกับพวกเขาโดยใช้เงิน ให้น้อยที่สุดนะ แต่เรากำลัง หมายถึงว่า มันทำให้ฟอร์เร็กซ์เข้าถึงคนได้หลายกลุ่ม หลายสาขาอาชีพ ผู้ซึ่งไม่มีเงิน มากในการเปิดบัญชีครั้งแรก 

ต้องใช้เงินเท่าไหร่ในการเริ่มเทรดฟอร์เร็กซ์ 
การเทรดฟอร์เร็กซ์ เราอาจจะเปิดบัญชีด้วยเงินไม่กี่สิบกี่ร้อยเหรียญ ซึ่งเป็นการดีแล้วในการเริ่มต้น 


กลยุทธ์ การลงทุนในตลาด Forex 
การลงทุนในตลาดล่วงหน้า หรือตลาด Future โอกาสสร้างความมั่งคั่ง มั่นคงให้แก่ผู้ลงทุน 

Forex คืออะไร ??? 
Fx หรือ Forex ย่อมาจาก Foreign Exchange คือ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา 
Forex Market หรือ ตลาด Forex เป็นตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยมูลค่าการซื้อขาย มากกว่า US$ 2 trillion ( 2 ล้านล้านดอลล่าร์ ) ต่อวัน เป็นตลาดการเงินที่มี สภาพคล่องสูงมาก ตลาดเปิดทำการซื้อ – ขาย 24 ชั่วโมง ตลอดวันทำการ โดยหยุดทำการซื้อขาย แค่ เสาร์ – อาทิตย์ เท่านั้น 
Forex Market Exchange คือเป็นตลาดกลางสำหรับธนาคาร ซื่งเริ่มขึ้นในปี 1971 เมื่อการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เปลี่ยนจากระบบตายตัวเป็นแบบลอยตัว ตลาดนี้เป็นการแลกเปลี่ยนโดยคนกลาง ในการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างสกุลต่างๆ ในอัตรา และวันที่กำหนด 
ตลาดของการแลกเปลี่ยนเงินตราในตลาดโลก ได้ขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากการค้าระหว่างประเทศ และการล้มเลิกอัตราแลกเปลี่ยนแบบตายตัวในหลายๆประเทศ ในกลางปี 1998 มีปริมาณการแลกเปลี่ยนเงินตรา คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 1,982 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อวัน ไม่เฉพาะขนาดของการแลกเปลี่ยนที่เติบโตขึ้น แต่รวมทั้งอัตราของการแลกเปลี่ยนด้วย ในปี 1977 มีปริมาณการทำธุรกรรมประมาณ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และเพิ่มขึ้นเป็น 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และเข้าสู่หลัก 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 1992 ซึ่งการเติบโตนี้ ผู้ดำเนินการในการแลกเปลี่ยน สามารถเพิ่มรายได้ขึ้นกว่า 80% ซึ่งมีทั้งสถาบันการเงินและนักลงทุนทั่วไป 
จากการพัฒนาขึ้นอย่างมากของคอมพิวเตอร์ ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ก็ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับตลาดเป็นอย่างมาก และในการนี้ตัวกลางมืออาชีพได้มีความสำคัญขึ้นอย่างมาก การแลกเปลี่ยนซึ่งเมื่อก่อนต้องขึ้นอยู่กับธนาคารขนาดใหญ่นั้น ได้เปลี่ยนไปแล้ว ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการเติบโตของตลาดบนอินเตอร์เน็ต ธนาคารได้นำเสนอบริการแบบอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลทั่วไป นั่น หมายความว่าเราสามารถ ซื้อ – ขาย ในตลาด Forex โดยผ่าน อินเตอร์เน็ตนั่นเอง 
Forex เป็นการซื้อ - ขาย ค่าเงิน โดยเงินที่มีการซื้อขาย ต้องอยู่ในระบบแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ ซึ่งค่าเงินต่างๆ จะมีการจับคู่ ซื้อขาย โดยราคาจะเปลี่ยนไปตามอัตราแลกเปลี่ยนของค่าเงินทั้งสอง เช่น ระหว่างเงินยูโร กับ ดอลล่าร์อเมริกา ( EUR/USD ) ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบค่าเงินว่า เมื่อเราซื้อยูโร จะขายได้ในราคาดอลล่าร์อเมริกาที่ราคาเท่าไร กำไรที่เกิดจะมาจากอัตราแลกเปลียนที่เปลี่ยนแปลงไป 
ข้อดีของตลาด Forex 


ข้อดีของตลาด Forex 
1. เป็นตลาดที่มีความคล่องตัวสูงมาก นักลงทุนสามารถถอนเงินทุนหรือกำไรที่ได้จากตลาด Forex ได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง 
2. นักลงทุนสามารถลงทุนตั้งแต่ 5 USD จนไม่มีจำกัด 
3. ตลาด Forex มีการซื้อ - ขาย ตลอด 24 ชั่วโมงตั้งแต่เช้าวันจันทร์ - วันศุกร์ เนื่องจากช่วงเวลาทำการของแต่ละประเทศเหลื่อมล้ำกัน คือ... ตลาด ออสเตรเลียเปิด เวลา 05.00 - 13.00 น. , ตลาดญี่ปุ่นเปิด 06.00 - 14.00 น. , ตลาดยุโรป เปิด 13.00 - 21.00 น. , ตลาดสวิสเซอร์แลนด์เปิด 13.00 - 21.00 น. , ตลาด เปิด 14.00 - 22.00 น. , ตลาดอเมริกาเปิด 19.00 - 03.00 น.ของวันใหม่ 
4. ปัจจุบันนักลงทุนสามารถทำการซื้อ - ขายผ่านระบบ Internet จึงทำให้สามารถนั่งทำเงินได้อยู่ที่บ้าน หรือทุกๆที่ที่มี Internet 



FOREX คืออะไร? 

เกี่ยวกับ Forex 
“การซื้อขาย forex คืออะไร?” มีมานานเท่าไหร่? ตลาดใหญ่แค่ไหน? ใครคือผู้เล่นที่สำคัญ? ปัจจัยอะไรที่ทำให้อัตราสกุลเงินเปลี่ยนแปลงไป? 
Forex คืออะไร? 
Forex เป็นตลาดการค้าเสรีสกุลเงินระหว่างประเทศ ผู้ค้าสั่งซื้อสกุลเงินหนึ่งเพื่อแลกกับเงินสกุลเงินอื่น ตัวอย่างเช่น ผู้ค้าอาจต้องการซื้อเงินยูโรและกับดอลลาร์สหรัฐและจะใช้บริการตลาด Forex ทำการแลกเปลี่ยน 
ตลาด Forex เป็นตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีมูลค่าการซื้อขายกว่า $4 ล้านล้านเหรียญในแต่ละวัน จำนวนเงินซื้อขายในแต่ละสัปดาห์มีขนาดใหญ่กว่า GDP ทั้งปีของสหรัฐอเมริกา 
สกุลเงินหลักที่ใช้ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนคือเงินดอลลาร์สหรัฐ 
Forex มีมานานแค่ไหน? 
เมื่อโลกกำลังถูกฉีกตัวเองลงจากสงครามโลก ครั้งที่สองอย่างต่อเนื่อง ก็มีความจำเป็นเร่งด่วนในเรื่องความมั่นคงทางการเงิน ประเทศจาก 29 ประเทศจึงมาพบเจรจากันที่ Bretton Woods และตกลงกันในระบบเศรษฐกิจใหม่ สิ่งหนึ่งในนั้นก็คือ อัตราแลกเปลี่ยนที่ถูกกำหนดขึ้น 
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ถูกก่อตั้งขึ้นภายใต้ข้อตกลง Bretton Woods และเริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. 2492 อัตราแลกเปลี่ยนที่เกิน 1% ทั้งหมดจะต้องได้รับการอนุมัติจาก IMF ซึ่งมีผลทำให้อัตราแลกเปลี่ยนถูกกำหนดไว้อย่างตายตัว 
ปลายปี พ.ศ. 2503 ระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราคงที่เริ่มต้นสลายตัวลง สืบเนื่องมาจากปัจจัยทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มากมาย ท้ายสุดแล้วในปี พ.ศ. 2514 ประธานาธิบดีนิกสัน ระงับการผูกเงินดอลลาร์สหรัฐไว้กับทอง โดยเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการที่ออกแบบมาเพื่อแก้ไขการล่มสลายของเศรษฐกิจ สหรัฐฯ ที่รู้จักกันว่า นิกสัน 
ช็อค (Nixon shock) จนนำไปสู่การเกิดตลาดระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราลอยตัวขึ้นในช่วงต้นปี พ.ศ. 2516 โดยปี พ.ศ. 2519 ทุกสกุลเงินหลักมีอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว 
ใครเป็นผู้ซื้อขายในตลาด Forex? 
มีผู้เล่นที่แตกต่างกันจำนวนมากในตลาด forex มีทั้งที่ซื้อขายเพื่อทำกำไร บางคนค้าเพื่อป้องกันความเสี่ยง และบ้างก็เพียงต้องการซื้อเงินตราต่างประเทศเพื่อชำระค่าสินค้าและบริการ ผู้เล่นต่างๆ มีดังต่อไปนี้: 
• ธนาคารกลางของรัฐบาล 
• ธนาคารพาณิชย์ 
• ธนาคารเพื่อการลงทุน 
• โบรกเกอร์และตัวแทนจำหน่าย 
• กองทุนบำเหน็จบำนาญ 
• บริษัทประกันภัย 
• องค์กรระหว่างประเทศ 
• บุคคลทั่วไป 
ตลาด Forex เปิดทำการตอนไหน? 
ต่างจากกับตลาดหุ้นที่มีการเปิดปิดตามเวลา ตลาด Forex เปิดตลอด 24 ชั่วโมงทั้งห้าวันในสัปดาห์ ธนาคารต้องซื้อและขายสกุลเงินตลอด 24 ชั่วโมงและตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจะต้องเปิดให้บริการ 
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินคืออะไร? 
เช่นเดียวกับตลาดทั่วๆ ไป ตลาด Forex ถูกขับเคลื่อนไปโดยอุปสงค์และอุปทาน: 
• หากผู้ซื้อมีมากกว่าผู้ขาย ราคาก็ขึ้น 
• หากผู้ขายมีมากกว่าผู้ซื้อ ราคาก็ลง 
ปัจจัยต่อไปนี้สามารถมีอิทธิพลต่ออัตราแลกเปลี่ยน: 
• ผลการดำเนินการทางเศรษฐกิจของชาติ 
• นโยบายธนาคารกลาง 
• อัตราดอกเบี้ย 
• งบการค้าระหว่างประเทศ – การนำเข้าและการส่งออก 
• ปัจจัยทางการเมือง – เช่น การเลือกตั้งและการเปลยี่ นแปลงนโยบาย 
• ความเชื่อมั่นของตลาด – ความคาดหวังและข่าวลือ 
• สิ่งที่มองไม่เห็น – การก่อการร้ายและภัยพิบัติทางธรรมชาติ 
แม้จะมีปัจจัยเหล่านี้ทั้งหมด ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราทั่วโลกก็มีเสถียรภาพมากกว่าตลาดหุ้น อัตราแลกเปลี่ยนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ และเป็นจำนวนเงินไม่มาก 
ข้อดีของตลาด Forex คืออะไร? 
ตลาด Forex มีข้อดีหลายประการ ดังต่อไปนี้: 
• ฟอเร็กซ์เป็นตลาดใหญ่ที่สุดในโลก และจะยังคงเติบโตอย่างรวดเร็ว 
• มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้ทุกคนสามารถใช้บริการได้ง่ายดาย 
• ผู้ค้าสามารถทำกำไรได้ในภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตและถดทอย 
• ค่านายหน้าต่ำมากหรือแทบจะไม่มีเลย 
• ตลาดเปิดตลอด 24 ชั่วโมงในช่วงวันธรรมดา 

ซื้อขายสกุลเงิน ลงทุนในตลาดใหญ่ที่สุดและน่าตื่นเต้นที่สุดในโลก! 
ทุกวันมีการซื้อขายเงินในตลาดสกุลเงินมูลค่ากว่าสามแสนล้านดอลลาร์ คิดเป็น 40 เท่าของมูลค่าตลาดแนสแด็ก 
ทำเงินด้วยวิธีง่าย ๆ 
• อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงิน ยูโร/ดอลลาร์สหรัฐ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา 
• ค่าเงินขึ้นลง 1% ต่อวันเกิดขึ้นได้เสมอ 
• ด้วยอัตราส่วน 1:100 ของทุนจริงต่อมูลค่าทุนที่ให้ยืมเพื่อสั่งซื้อขาย ฟอเร็กซ์ช่วยคุณเปลี่ยนกำไร 1.2% เป็น 120% ได้! 
• ไม่มีการขาดทุนมากเกินกว่าจำนวนที่ลงทุนเริ่มต้น 
• แต่มีโอกาสทำกำไรได้ไม่จำกัด 
ทดลองความตื่นเต้นด้วยตัวเอง: นี่คือตัวอย่างของผลการลงทุนที่อาจเกิดขึ้นได้เมื่อคุณเปิดบัญชีเทรดเงินยูโร/ดอลลาร์สหรัฐ 
อัตราซื้อขายเริ่มต้น: 1.4100 
เงินลงทุน: $1000.00 

มือใหม่ หัดวิเคราะห์ 

1.การวิเคราะห์มูลฐาน 
การวิเคราะห์มูลฐาน คือวิธีดูตลาดผ่านปัจจัยอิทธิพลทางเศรษฐกิจ, สังคม และการเมืองที่มีผลกระทบต่อ ปริมาณและความต้องการ อุปสงค์/อุปทาน กล่าวอีกอย่างหนึ่ง คือ คุณดูว่าเศรษฐกิจของใครกำลังไปได้ดี, และของใครกำลังแย่ แนวความคิดเบื้องหลังการวิเคราะห์ชนิดนี้ก็คือ เศรษฐกิจของใครก็ตามที่กำลังดี เงินตราของเขาก็ต้องดีด้วยเช่นกัน นี้เพราะว่า ยิ่งเศรษฐกิจของประเทศดี ประเทศอื่นๆยิ่งมีความเชื่อมั้นมากในเงินตรานั้น เป็นต้นว่า, ดอลลาร์แข็งขึ้นเพราะ เศรษฐกิจของอเมริกากำลังแข็งแรง ถ้าอัตราดอกเบี้ยของอเมริกาสูงขึ้นเรื่อยๆ ค่าของเงินดอลล่าก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน และนี้เองคือสิ่งที่เราเรียกว่าการวิเคราะห์มูลฐาน ในหลักสูตร ภายหลัง เราจะได้เรียนว่าเหตุการณ์ข่าวประเภทไหนกัน ที่ผลักดันค่าเงินตราได้มากที่สุด ตอนนี้ให้รู้แค่ว่าการวิเคราะห์มูลฐานของ forex คือ วิธีวิเคราะห์เงินตราผ่านความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของประเทศนั้น 

2.การวิเคราะห์เชิงเทคนิค 
การ วิเคราะห์เชิงเทคนิค คือ การศึกษาของการเคลื่อนไหวของราคา พูดให้สั้น คือ วิเคราะห์ทางเทคนิค = วิเคราะห์กราฟ (chart) แนวความคิดนี้ ก็คือเราสามารถดูประวัติการเคลื่อนไหวของราคา และอาศัยการขยับตัวของราคา ตัดสินคาดได้ในระดับหนึ่งว่าราคาจะไปที่จุดไหน โดยดูที่กราฟ คุณสามารถระบุแนวโน้ม และรูปแบบ ที่สามารถช่วยให้เห็นโอกาสดีในการชื้อขาย สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณจะได้เรียนรู้ในการวิเคราะห์ทางเทคนิค คือ แนวโน้ม! คนจำนวนมากมีคำพูดอยู่ว่า แนวโน้ม คือ เพื่อนของคุณ . เหตุผลคือ คุณอาจทำเงินได้มากกว่า เมื่อคุณสามารถค้นพบ แนวโน้ม แล้วซื้อขายในทิศทางเดียวกัน การวิเคราะห์ทางเทคนิคสามารถช่วยคุณระบุแนวโน้มเหล่านี้ในขั้นต้นๆ ของมัน และเพราะฉะนั้น(ผมเพิ่งพูดว่าเพราะฉะนั้นใช่ไหม )จึงช่วยให้ คุณได้โอกาสซื้อขายทำกำไรมาก 
Forex ควรเริ่มเทรด Forex คู่ใหนดี? 

เริ่มเล่น Forex เริ่มเทรดใหม่ๆ คำถามสุดฮิตที่มักจะถามกันก็คือ ควรเริ่มเล่น Forex คู่ไหนดี? แล้วควรเทรด Forex เวลาไหน? 

เรามาคลายขอสงสัยกันที่ละคำถามนะครับ 

ข้อแรก ควรเริ่มเล่น Forex คู่ไหนดี? 
เริ่ม เล่น ผมแนะนำ EUR/USD เพราะ Spread ไม่มาก คู่นี้ Swing ไม่แรง และ อ่านกราฟ อ่าน Pattern ได้ง่ายกว่าคู่อื่นๆ และที่สำคัญ EUR/USD เป็นคู่ที่คนนิยมเล่นกันเยอะ ดังนั้นเราจะสามารถหาข้อมูล เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจได้ง่าย และ หลากหลายกว่าเล่นคู่อื่นๆ เมื่อเริ่มจะพอมี ประสบการณ์ หรือมีความชำนาญมากขึ้นแล้ว อาจจะค่อยๆ ขยับไปเล่นคู่ที่แรงกว่านี้ก็ได้ครับ เช่น GBP/JPY (วิ่งแรงถึงใจหลายๆ ท่าน)หรือ GBP/USD 

ข้อสอง ควรเทรด Forex เวลาไหนดี? 
ถ้า เลือกเล่น EUR/USD ตามที่ผมบอกข้างบน ก็ควรเทรดที่ช่วงเวลา 14.00 - 22.00 จะดีที่สุดครับ และช่วงวิ่งแรงของคู่นี้ก็คือ 19.00 - 21.00 เพราะช่วงนี้จะเป็นช่วงคาบเกี่ยวกันของการเปิดทำการของตลาด EUR กับ ตลาด USD ช่วงคาบเกี่ยวกันนี้กราฟจะวิ่งเยอะ เหมาะกับการเทรด 

เพิ่มเติมสำหรับช่วงเวลาทำการของตลาด 

ตลาด Forex นั้นมีหลายแห่งในโลก มีเวลาการเปิดปิดที่คาบเกี่ยวกัน ทำให้เราสามารถลงทุนได้ตลอด 24 ชั่วโมง ยกเว้นวันเสาร์-อาทิตย์ โดยตลาดต่างๆ มีเวลาเปิดปิดดังนี้ 

ตามเวลาประเทศไทย ตลาดจะเปิดทำการตั้งแต่เวลาตี 4 ของเช้าวันจันทร์ และปิดตี 4 ของเช้าวันเสาร์ (รวม 120 ชั่วโมงต่อสัปดาห์) 

ตลาด USD = US Dollar เปิดเวลา 19.00 น. ถึงตี 3 

ตลาด GBP = British Pound เปิดเวลา 14.00 - 22.00 น. 

ตลาด EUR = Euro เปิดเวลา 13.00 - 21.00 น. 

ตลาด CHF = Swiss Franc เปิดเวลา 13.00 - 21.00 น. 

ตลาด JPY = Japanese Yen เปิดเวลา 7.00 - 14.00 น. 

ตลาด AUD = Australian Dollar เปิดเวลา 5.00 - 13.00 น. 

ขอ แนะนำเพิ่มเติมว่า ถ้าเพิ่งเริ่มเล่น forex ใหม่ๆ ควรจะเล่นคู่นั้นๆ ใ้ห้ชำนาญ และไม่ควรเล่นหลายคู่เกินไป เพราะจะอาจจะทำให้พะวักพะวงได้ครับ ชำนาญแล้วค่อยขยับไปศึกษาคู่อืนเพิ่มเติม 
กฎ 10 ข้อเพื่อการเทรด Forex ให้ได้กำไร (John Murphy's Ten Laws of Technical Trading) 

กฎ 10 ข้อเพื่อการเทรด Forex ให้ได้กำไร 

คือ ถ้าเราสามารถทำตามนี้ได้นั้น ผมเชื่อว่าอย่างน้อยๆ เราแทบจะไม่ขาดทุน หรืออาจจะกำไรด้วยซ้ำไปครับ ขอแค่อย่าพยายาม "เดา" เอาเองว่ามันน่าจะขึ้น หรือมันน่าจะลงครับ ให้เราดูจากสัญญาน Indicators และก็อีกหลายๆ อย่างใน 10 ข้อนี้เป็นตัวชี้นำ หรือแนวทางครับ (เพราะหลายๆ ครั้งที่ ติดลบตัวแดง หรือขาดทุน ส่วนใหญ่ผมเชื่อว่าน่าจะมาจากการตัดสินใจในการ "เดา" เอาเองของเรามากกว่า โดยไม่รอสัญญานจาก Indicators และอีกหลายๆ อย่างประกอบครับ) 

กฎ ทั้ง10 ข้อนี้ เป็นหลักการสำคัญสำหรับผู้ที่ใช้วิธีการวิเคราะห์ทางเทคนิคสำหรับการลงทุน เพราะหากไม่มีหลักการดังกล่าวแล้ว เราก็จะไม่สามารถกำหนดการซื้อขายที่เป็นรูปแบบได้ ซึ่งในกฎเหล่านี้จะพูดถึงการวิเคราะห์แนวโน้ม , หาจุดกลับตัว, ติดตามค่าเฉลี่ย, มองหาสัญญาณเตือน และอื่นๆ 
หากท่านสามารถเข้าใจและ ปฎิบัติตามหลักการเหล่านี้ได้ผมเชื่อว่าท่าน ก็สามารถเอาตัวรอด ด้วยการลงทุนโดยใช้หลักการวิเคราะห์ทางเทคนิค ได้ครับ 

มาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ 

1. ตามแนวโน้ม 
ศึกษา กราฟระยะ ยาว เริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์กราฟรายเดือน และรายสัปดาห์ ด้วยการดูย้อนหลังหลายปี โดยการทำแบบนี้ จะทำให้มีมุมมอง ระยะยาว ต่อตลาดได้ดีขึ้น ขณะที่ศึกษากราฟระยะยาวจบแล้ว ควรศึกษากราฟรายวัน และกราฟเทรดภายในวัน การดูกราฟระยะสั้นเพียงอย่างเดียว อาจทำให้เกิดความเข้าใจที่ผิดได้ แม้ว่าคุณจะทำการซื้อขาย ในระยะที่สั้นมากๆ ก็ตาม คุณจะซื้อขายได้กำไรมากขึ้น ถ้าคุณซื้อขายในทิศทางเดียวกับแนวโน้มระยะกลาง และระยะยาว... 

2. พุ่งเป้าไปที่แนวโน้ม และไปกับมัน 
ตัดสิน แนวโน้ม และซื้อขายตามแนวโน้มตลาด แนวโน้มตลาดแบ่งเป็น 3 รูปแบบคือ ระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว เริ่มแรก ควรที่จะใช้กราฟก่อนที่จะเทรด คุณต้องแน่ใจก่อนว่า คุณทำตามทิศทางเดียวกับในแนวโน้มตลาด ซื้อเมื่อแนวโน้มขึ้น ขายเมื่อแนวโน้มลง ถ้าคุณเทรดในระยะกลาง ควรใช้กราฟวัน และรายสัปดาห์ ถ้าคุณเดย์เทรด ควรใช้กราฟวัน และกราฟการซื้อขายภายในวัน แต่ในแต่ละกรณี ควรใช้กราฟระยะยาว ตัดสินแนวโน้ม และใช้กราฟระยะสั้น ตัดสินช่วงจังหวะเวลาซื้อขาย... 

3. หาจุดต่ำสุด และสูงสุดของมัน 
หา ระดับแนวต้าน (Resistance) และแนวรับ (Support) ตำแหน่งที่ดีสำหรับการซื้อคือ ซื้อใกล้กับแนวรับ โดยที่แนวรับนั้น ใกล้เคียงกับจุดต่ำสุดของเดิม ตำแหน่งที่ดีสำหรับการขายคือ ใกล้เคียงกับแนวต้าน (ตีความได้ว่า น่าจะไม่ใช่ที่แนวต้านพอดี) แนวต้านปรกติแล้ว คือจุดสูงสุดเดิม หลังจากผ่านแนวต้านไปได้จะทำให้เกิดแนวรับใหม่ตรงจุดที่ผ่านไป หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่งได้ว่า ราคาตรงแนวต้านที่ผ่านไป จะเป็นราคาต่ำสุดใหม่ (แนวรับในอนาคต) ในอีกขณะ ที่เมื่อแนวรับถูกทำลาย ราคาตรงตรงนั้นจะกลายเป็น จุดสูงสุดใหม่ (แนวต้านในอนาคต)... 

4. เราจะมองย้อนหลังกลับไปอย่างไร 
เราจะใช้การวัดเปอร์เซนต์ Retracement การที่ตลาดขึ้นหรือลง โดยปรกติจะเป็นสัดส่วนจาก แนวโน้มเดิม 

ดู ที่รูปนะครับ จะเป็น USD/JPY ที่กราฟ M15 แนวโน้มเดิมคือขึ้น ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแนวโน้ม กลับตัวเป็นลง เราสามารถคาดการณ์ แนวต้าน 23.6% 38.2% 50% 61.8% 100% ในกรณีนี้ Rebound ที่ระดับ 23.6% 



(คำ แนะนำทางทฤษฎี : คุณสามารถวัดการเปลี่ยนแปลงได้จากแนวโน้มที่เป็นอยู่ ในรูปแบบของ % ง่ายๆ 50% Retracement ในแนวโน้มหลัก ถือเป็นระดับปรกติ ระดับน้อยที่สุด คือ 1 ใน 3 ของแนวโน้มหลัก ระดับมากที่สุดคือ 2 ใน 3 ของแนวโน้มหลัก Retracement แบบ Fibonacci ระดับ 38.2% และ 61.8% ก็น่าสนใจ ในขณะที่เปลี่ยนเป็นแนวโน้มขึ้น จุดซื้อควรเป็นระดับที่ 33-38%)... 

5. ลากเส้น 
วาด เส้นแนวโน้ม (Trendline) เส้นแนวโน้มเป็นหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุด และมีประสิทธิภาพที่สุดในเครื่องมือแบบกราฟ สิ่งที่คุณต้องการคือ เส้นตรง 1 เส้น และจุดสองจุดบนกราฟ เส้นแนวโน้มขึ้นลากจาก จุดต่ำสุด 2 จุด เส้นแนวโน้มลง ลากจากจุดสูงสุด 2 จุด ราคามักจะถูกดึงกลับไปที่เส้นแนวโน้ม ก่อนที่จะไปตามแนวโน้มต่อไป โดยการขึ้นลงผ่านเส้นแนวโน้มนั้น ปรกติจะถือว่าเป็นการเปลี่นแนวโน้ม เส้นแนวโน้มที่ใช้ได้ มักจะถูกทดสอบอย่างน้อย 3 ครั้ง เส้นแนวโน้มระยะยาว จะมีประสิทธิภาพมาก และยิ่งจำนวนครั้งที่ถูกทดสอบมีมากเท่าไหร่ ความสำคัญก็จะยิ่งมีมากขึ้น... 

6. ตามค่าเฉลี่ย 
ค่า เฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) จะให้สัญญาณเป้าหมาย ซื้อและขาย ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่จะบอกคุณว่า แนวโน้มยังอยู่ในแนวโน้มเดิม และช่วยในการทำให้แน่ใจถึงการเปลี่ยนแนวโน้ม แม้ว่าค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่จะไม่สามารถบอกคุณถึงอนาคตล่วงหน้าได้ อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแนวโน้มตามค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ถือว่าเป็นสิ่งที่น่า สนใจ การผสมผสานของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 2 ค่า เป็นวิธีการที่เป็นที่นิยมมาก สำหรับใช้หาสัญญาณซื้อ และสัญญาณขาย การผสมผสานสัญญาณซื้อ-ขาย ที่เป็นที่นิยมกันคือ 4 กับ 9 วัน , 9 กับ 18 วัน , 5 และ 20 วัน จะให้สัญญาณเมื่อ เส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้น ตัดค่าเฉลี่ยระยะยาวกว่า ตัวอย่างเช่น ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 4 วัน (ระยะสั้น) ตัดเส้นค่าเฉลี่ย 9 วัน (ระยะยาวกว่า) ขึ้น หมายถึงสัญญาณซื้อ เมื่อราคาตัดสูงขึ้น (สัญญาณซื้อ) หรือต่ำกว่า (สัญญาณขาย) ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 40 วัน ถือว่าเป็นสัญญาณซื้อขายที่ดี โดยที่เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่จะเป็นตัวชี้การเป็นไปตามแนวโน้ม ซึ่งวิธีการใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เหล่านี้จะดีที่สุดใน ตลาดที่มีแนวโน้มอย่างชัดเจน... 

7. เรียนรู้การเปลี่ยนแนวโน้ม 
ตรวจ ดูเครื่องมือ Oscillators ต่างๆ เครื่องมือ Oscillators นั้น ช่วยในการหาตลาดที่เกิดภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought) และตลาดที่เกิดภาวะขายมากเกินไป (Oversold) ขณะที่ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ให้ความแน่ใจในการเปลี่ยนแนวโน้มตลาด เครื่องมือ Oscillators จะเป็นตัวบอกว่าตลาดจะขึ้นหรือลงมากขึ้น หรือจะกลับตัวในไม่ช้า ที่เป็นที่นิยมมากคือ Relative Strength Index (RSI) และ Stochastics ทั้งสองค่านี้เป็นที่นิยมใช้ในสเกล 0 ถึง 100 ค่า RSI ที่มีค่ามากกว่า 70 ถือว่าเป็นภาวะที่ซื้อมากเกินไป (Overbought) ขณะที่ถ้าอ่านค่าได้ต่ำกว่า 30 ถือเป็นภาวะที่ขายมากเกินไป (Oversold) การซื้อหรือขายมากเกินไป สำหรับ Stochastic คือ 80 และ 20 คนส่วนใหญ่นิยมใช้ค่า 14 วัน หรือสัปดาห์ สำหรับ Stochastic และ 9 หรือ 14 วัน หรือสัปดาห์ สำหรับ RSI เมื่อตัว Oscillator เกิด Divergence บ่อยครั้ง จะแสดงถึงการเปลี่ยนแนวโน้ม เครื่องมือต่างๆ เหล่านี้ ใช้ได้ดีสุดในตลาดที่ไม่มีแนวโน้ม (Sideway) สัญญาณรายสัปดาห์จะใช้กรองสัญญาณรายวัน สัญญาณรายวันสามารถใช้ในการกรองสัญญาณภายในระหว่างวัน... 

8. เรียนรู้ สัญญาณเตือน 
Moving Average Convergence Divergence (MACD) เป็นการรวมระบบการตัดกันของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ด้วยการวัดระดับภาวะซื้อเกินไป (Overbought) และขายเกินไป (Oversold) สัญญาณซื้อจะเกิดขึ้นเมื่อ สัญญาณที่เร็วกว่าตัดสัญญาณที่ช้ากว่า และเส้นทั้งสองเส้นต่ำกว่า 0 สัญญาณขายคือ สัญญาณที่ช้ากว่าตัดสัญญาณที่เร็วกว่า และค่าทั้งสองค่า มากกว่า 0 สัญญาณรายสัปดาห์ถือว่ามีความสำคัญเหนือกว่า รายวัน MACD Histogram วาดความแตกต่างระหว่าง 2 เส้น และให้การเตือนก่อนถึงการเปลี่ยนแนวโน้ม มันถูกเรียกว่า Histogram เนื่องจากระดับความสูงของแท่ง แสดงถึงความแตกต่างระหว่าง 2 เส้นบนกราฟ... 

9. มีแนวโน้ม หรือไม่มีแนวโน้ม 
ใช้ Average Directional Movement Index (ADX) ใช้เส้น ADX ช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าตลาดในขณะนั้นมีแนวโน้ม หรือไม่มีแนวโน้ม มันวัดถึงระดับการเปลี่ยนแปลงแนวโน้ม และทิศทางของตลาด การเพิ่มขึ้นของเส้น ADX ชี้ให้เห็นถึงการมีแนวโน้มที่มากขึ้น การลดลงของ ADX ชี้ให้เห็นถึงการที่ตลาดไม่มีแนวโน้ม การเพิ่มของ ADX แสดงให้เห็นว่า ควรใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เป็นตัวชี้วัด การลดลงของ ADX แสดงให้เห็นว่า ควรใช้ค่า Oscillators ด้วยการลากทิศทางของเส้น ADX ผู้ซื้อขายสามารถตัดสินใจระหว่าง สไตล์ในการซื้อขาย และอะไรเป็นตัวชี้วัดที่เหมาะสมที่สุดสำหรับภาวะในตลาดในขณะนั้น... 

10. เรียนรู้ถึงการสนับสนุนสัญญาณการซื้อขาย 
ปริมาณ การซื้อขาย (Volume) สิ่งที่สนับสนุนสัญญาณการซื้อขายนั้น ประกอบด้วยปริมาณการซื้อขายรวม และปริมาณการซื้อขายขณะเปิดทำการ เป็นสิ่งที่สนับสนุนสัญญาณการซื้อขายในตลาดล่วงหน้า ปริมาณการซื้อขายรวมมีความสำคัญมาก่อนราคา ปริมาณการซื้อขายที่หนาแน่นจะทำให้เชื่อได้ว่าชักจูงสู่แนวโน้ม ในขณะที่อยู่ในแนวโน้มขาขึ้น ปริมาณการซื้อขายรวมควรมากขึ้น การเพิ่มขึ้นของปริมาณการซื้อขายขณะเปิด เป็นสิ่งที่สนับสนุนว่า เงินใหม่ได้เข้ามาสู่ หรือชักจูงเข้ามาสู่แนวโน้ม การที่ปริมาณซื้อขายขณะเปิดลดลงบ่อยครั้ง จะเป็นการเตือนว่าแนวโนมโน้มใกล้จบลง ราคาที่อยู่ในแนวโน้มขาขึ้น ควรมีทั้งปริมาณการซื้อขายรวมที่มากขึ้น และปริมาณการซื้อขายขณะเปิดทำการ... 


*** การศึกษาทางเทคนิค เป็นทักษะที่ทำให้ดีขึ้นได้ ด้วยประสบการณ์ และการศึกษา ดังนั้นควรศึกษา และเรียนรู้ตลอดเวลา *** 
การเทรด Forex ให้ได้กำไร ตอน องค์ประกอบ 3 อย่าง ที่จะทำให้มีกำไรในการเทรด Forex แบบยั่งยืน 

การเทรด Forex "คนเก่งจริงไม่ใช่คนที่เทรดได้กำไรสูงสุด แต่เป็นคนที่อยู่รอดในตลาด forex ได้นานที่สุด" 

เรา มาต่อจากบทความที่แล้วกันนะครับ เมื่อเพื่อนๆ มีระบบเทรด Forex ที่มีข้อมูลครบถ้วนแล้ว รู้แล้วว่าระบบเทรด Forex ของตัวเองมี % ความแม่นยำเท่าไหร่ เพื่อนๆ ก็จะวางแผนได้ว่าควรจะลงเงินในการเทรดแต่ละครั้งเท่าไหร่ เพื่อให้เหมาะสมกับระบบและทุนที่มี 

และเมื่อได้ตัวเลขการลงเงินมา แล้ว ก็ควรยึดถือตามนั้นอย่างเคร่งครัด ไม่เทรดเกินนั้น เพราะเรารู้แล้วว่าระบบของตัวเองเป็นอย่างไร มีความแม่นยำเท่าไร ได้ติดๆ กันก็มีโอกาศเสียติดๆ กันเช่นกัน 

การเทรด Forex ให้มีกำไรแบบยั่งยืน มีองค์ประกอบอะไรบ้าง เรามาดูตามรูปข้างล่างนะครับ 


1. Forex Trading System (ระบบเทรด) มีความสำคัญ 10% 
เพื่อนๆ ควรหาระบบเทรด ที่เหมาะสมกับตัวเองให้เจอ ควรเป็นระบบที่ทน Drawdown ได้ ที่สำคัญเมื่อมีระบบแล้วก็ต้องทำตามให้ได้ 

2. Money Management (การบริหารเงิน) มีความสำคัญ 30% 
เมื่อ มีระบบเทรดแล้ว Money Management ก็จะปรากฎให้เห็นเอง ว่าเราจะจัดการกับเงินทุนยังไง ให้เหมาะสมกับข้อมูลระบบเทรดที่มี เช่น เรามีข้อมูลว่าระบบของเรามีโอกาศเสียติดๆ กัน เราก็ต้องลงเงินในจำนวน % น้อยๆ มี Stop loss อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อจะทำให้ไม่ทำให้พอร์ตเสียหายมาก 

3. Psychology (จิตวิทยา) มีความสำคัญ 60% 
ใน การเทรด Forex การควบคุมจิตใจ ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการเทรดให้กำไรแบบยั่งยืนได้เลยที่เดียว ต่อให้เพื่อนๆ มีสองข้อแรกดีแค่ใหน ถ้าขาดการควบคุมจิตใจไปก็ไม่สามารถจะเทรดให้กำไรแบบยั่งยืนได้ ตัวที่เด่นๆ คือ ความโลภ กับความกลัว รองลงมาคือ ความมั่นใจเกินไป 

ตัวอย่างเช่น เมื่อมีกำไรก็เกิดความโลภ เพิ่ม Positions มากขึ้น พอตลาดเปลี่ยนทิศก็ขาดทุนมาก พอขาดทุนก็เกิดความกลัว ลด Positions ลง พอตลาดถูกทิศก็กำไรน้อย (ไม่ทำตามกฎ Money Management ที่ได้วางไว้) 

หรือ ราคาวิ่งเลยจุดเข้าไปไกลแล้ว แต่เกิดความโลภ เห็นราคาไหลจึงรีบเข้ากลางทาง พอตลาดเปลี่ยนทิศก็ขาดทุนมาก พอขาดทุนก็เกิดความกลัวพอระบบให้สัญญาณในครังต่อไปก็ไม่กล้าเปิดคำสั่งซื้อ ขาย พอตลาดถูกทิศก็ไม่มีกำไร (ไม่ทำตามระบบเทรด forex ที่ได้วางไว้) 

หรือ เทรดได้ติดๆ กันหลายครั้งทำให้เกิดความมั่นใจเกินไป เพิ่ม Positions มากขึ้น โดยไม่ทำตามกฎ Money Management ที่ได้วางไว้ พอตลาดเปลี่ยนทิศก็คืนกำไรที่ได้มาไปจนหมดในครั้งเดียว 

ดังนั้นเพื่อนๆ ที่ซื้อขายเอาไว้ตามระบบก็คอยออกตามระบบ ใครที่ตกรถก็นั่งดูไปก่อน อย่าเข้ามาในตลาดขณะที่ไม่ใช่เวลาซื้อขาย 

เล่น forex แบบสบายๆ มีสัญญาณซื้อก็ซื้อ มีสัญญาณขายก็ขาย พยายามอย่าคิดมาก เล่นตามระบบที่วางไว้ แล้วทำกำไรตามระบบ ไปเรื่อยๆดีกว่า 
ทำกำไรจากตลาด Forex อย่างไร? 

หลายท่านอาจจะเคยเล่นหุ้นมาบ้าง หลักการทำกำไรหลักๆ ก็จะคล้ายกันที่ว่า ซื้อถูก-ขายแพง(พูดง่ายแต่ทำจริงๆ ไม่ง่ายเลย) ในการซื้อ-ขายหุ้นจะซื้อ-ขายเป็นตัวๆ ไป แต่ในตลาด Forex จะต่างจากหุ้น ตรงที่ เราจะดูกันเป็น “คู่” ซื้อเงินสกุลหนึ่ง ในขณะเดียวกัน ก็ขายเงินอีกสกุลหนึ่งออกไป หรือเป็นการจับคู่แลกเปลี่ยน ซื้อขายค่าสกุลเงิน กำไรก็จะได้มาจากส่วนต่างจากการขายในแต่ละครั้งครับ 

ยก ตัวอย่างเช่น EUR/USD คือการเปรียบเทียบระหว่างเงินยูโรของสหภาพยุโรป กับเงินดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินด้านซ้ายเราเรียกว่า base currency โดยเรามักจะเห็นราคา ซื้อ-ขาย แบบข้างล่างครับ 

EUR/USD bid= 1.3500 offer= 1.3502 

ถ้า เราสั่ง ซื้อ (เรียกว่า Buy หรือ Long) ในตอนที่เราเปิด order (เปิด order BUY) เราจะได้ราคาที่ offer และเมื่อเราสั่งปิด order นี้ เราจะได้ราคาที่ bid ตัวอย่างเช่น ณ เวลาที่เราเข้า Buy คู่ EUR/USD ราคา offer อยู่ที่ 1.3502 ถ้าเราปิด (close) ทันที เราจะ sell คืนไปที่ราคา bid 1.3500 เท่ากับเราขาดทุนทันที 0.0002 หรือ 2 จุด หรือ pip (ทุกครั้งที่เราเปิดการเทรด เราจะติดลบก่อนเสมอ ในความเป็นจริงคงไม่มีใครซื้อแล้วขายเลยแบบนี้) 

เราจะทำกำไรด้วยการ buy ที่ราคา offer ซึ่งก็คือซื้อมาถือไว้ เพื่อรออัตราแลกเปลี่ยนที่สูงขึ้น ก็คือรอให้ค่า bid สูงกว่าค่า offer ที่เราเปิด buy ไว้ และเราจะปิด order นี้ โดยการ sell คืน (การสั่ง close order จะเป็นการ sell อัตโนมัติ - ไม่ใช่ให้เราเปิด order sell อีกอัน) ไปในราคาที่สูงกว่า (ถ้า sell คืนในราคาต่ำกว่า เราก็ขาดทุน) เรียกว่า ซื้อถูก ขายแพง 

ข้อดีอีกข้อของตลาด Forex คือ เราสามารถเทรดขาลงได้ด้วย 

เมื่อ เราสั่ง ขาย (เรียกว่า Sell หรือ Short) ในตอนที่เราเปิด order (เปิด order SELL) เราจะได้ราคาที่ bid และเมื่อเราสั่งปิด order นี้ เราจะได้ราคาที่ offer - การ Sell คือการที่เราสั่งโบรกให้ขายออกไปก่อน เพื่อรออัตราแลกเปลี่ยนตกลงมา และเราจะปิด order นี้ โดยการ Buy คืน (การสั่ง close order จะเป็นการ buy อัตโนมัติครับ - ไม่ใช่ให้เราเปิด order buy อีกอัน) ไปในราคาที่ต่ำกว่า (ถ้า Buy คืนในราคาสูงกว่า เราก็ขาดทุน) เรียกว่า ขายแพง แล้วซื้อถูก 

แต่จะเห็นว่า เราดู จุด หรือ pip กันที่ ทศนิยมตำแหน่งที่ 4 (หรือตำแหน่งที่ 2 ในบางคู่) เราลองมาดู EUR/USD กัน 

สมมุติ ว่า เราพิจารณาแล้ว เราเห็นว่า EUR น่าจะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับ USD (คือ EUR จะแลก USD ได้มากขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป) เราจึงทำการเข้า buy โดยที่เราได้ราคา ที่ 1.3502 (จำได้มั๊ยครับว่าเราจะได้ราคา offer นั่นแปลว่าเมื่อเทียบกับ bid เราจะ -2 นี่คืนส่วนของค่าคอมมิทชั่นของโบรกเกอร์ครับ) 

เมื่อเวลาผ่านไป ราคาวิ่งขึ้นไป ที่ 1.3552 หรือขึ้นมา 50 จุด แล้วเราเห็นว่าอาจจะไปต่อไม่ไหว จึงปิดทำกำไรที่ จุดนี้ เราจะได้กำไรมา 50 จุด หรือ 50 pips หรือ 0.0050 หน่วยใน base currency ซึ่งในที่นี้คือ 0.0050 USD 

น้อยมากใช่ไหมครับ 0.0050 USD = ครึ่งเซ็นต์ หรือประมาณ 17 สตางค์ เท่านั้น นั่นแปลว่าหากเราอยากทำกำไรเยอะๆ เช่น pip ละ $1 (50 pip ก็คือ $50) เราต้องสั่งเทรดถึง $10,000 เลยทีเดียว เป็นเงินที่ไม่น้อยเลย 

มีทุนน้อยแล้วจะลงทุนใน Forex อย่างไร? 

Leverage 1:100 แปลว่า เราใช้ทุนของเราเองเพียง 1 เพื่อสั่งซื้อ-ขาย 100 เช่น เราจะสั่งซื้อ EUR มาถือไว้ โดยจะซื้อที่ราคา 1.3502 จำนวน 100 USD (คือได้มา 74.0631 EUR) เราไม่ต้องใช้ 100 USD ครับ เราจะใช้เพียง 1 USD เพื่อแลก 74.0631 EUR มาถือไว้ ซึ่งเมื่อเราขายคืนไปที่ 1.3552 หรือกำไรมา 0.0050 แทนที่เราจะกำไรแค่ นั้น จะกลายเป็นว่าเราจะทำกำไรได้ 0.50 usd แปลว่าเราสามารถทำกำไรได้ 50% จากเงินที่เราลง (เราลงเพียง $1 เพื่อทำกำไร $0.50) 

แต่ไม่ต้องห่วงนะครับ ว่าเราจะมีเงินพอรึเปล่า เวลามี Leverage แบบนี้ เพราะเวลาเทรดเราจะสั่งเทรดอย่างมาก ไม่เกิน 40% ของทุน (แต่แนะนำที่ 10% ครับ จะได้มีเหลือไว้แก้ตัว) เช่นถ้าเรามีทุน $100 เราก็สั่งเทรดเพียง $10 หรือ 10% (แต่เวลาสั่ง $10 คือ 1,000 unit นะครับ ที่ Leverage 1:100) 10% ที่ใช้ เราจะเรียกว่า used margin เวลาราคาวิ่งขึ้นหรือลง มันจะมาบวก หรือ ลบ ที่ 90% ที่เหลือ หรือที่เรียกว่า available margin หากเราติดลบไปเรื่อยๆ จน available หมด ระบบจะทำการตัดขาดทุน โดยการปิด order นี้ โดยอัตโนมัติ นั่นคือ โบรกเกอร์จะไม่ยอมขาดทุนแทนเราหรอกครับ 

คิดคร่าวๆ คือ เราจะทำกำไร (ขาดทุน) ได้ ประมาณ 1% ต่อ pip จากเงินทุนของเรา (คู่อื่นอาจจะไม่ถึง 1% บางคู่ก็มากกว่า เช่น EUR/GBP ตกประมาณ 2% ครับ) 

นั่นหมายความว่า ด้วยทุนเพียง $100 (3,400 บาท) คุณจะสามารถทำกำไรได้ถึงจุดละ $1 (สั่งเทรด 10,000 unit) หากทำได้ 10 จุดต่อวัน ก็วันละ $10 หรือ 340 บาท (โดยประมาณ) หรือวันละ 10% 

และด้วยทุนเพียง $1,000 (34,000 บาท) เราจะสามารถทำกำไรได้ถึงจุดละ $10 (สั่งเทรด 100,000 unit) หากทำได้ 10 จุดต่อวัน ก็วันละ $100 หรือ 3,400 บาท 

หรืออาจจะเริ่มเพียง $1 (34 บาท) โดยจะได้จุดละประมาณ 1 เซ็นต์ 

ค่อยๆ สะสมไปก็ได้ครับ เพราะมีแล้วคนที่ปั้น $5 จากทุนฟรีที่ Marketiva (โบรกเกอร์) มีให้ ไปเป็น $1,000 ใน 3 เดือน 

ลอง คิดดูเล่นๆู ล่ะกันครับ ถ้าเพียงคุณสามารถทำกำไรได้ 10% ของทุนต่อวัน เพิ่มไปเรื่อยๆ 6 เดือน (120 วันเทรด) จะเป็นเงินเท่าไหร่ จากทุนเพียง $5 

เป็น $463,545.34 หรือ 15,765,541.60 บาท ครับ โอ้ววววว พระเจ้าช่วย (ทำได้แค่ 5% ของไอเดียนี้ก็หรูแล้วครับ) 

ปกติ EUR/USD จะไม่แรงมาก ทำวันละ 20-30 จุดได้ หากเป็นบางคู่ เช่น GBP/JYP (ทุกวันนี้ผมเล่น GBP/JYP เป็นหลัก เพราะแรง เร้าใจ) ผมเคยทำได้มากสุด +250 จุด เพียงช่วงเวลาที่ผมหลับ (เที่ยงคืน) จนมาถึงเวลาที่ผมตื่น (7 โมงครึ่ง) หรือ 250% ของเงินทุนที่ผมเทรด 

ที่ FxOpen (โบรกเกอร์) ให้เราสามารถ up Leverage ได้สูงสุดถึง 1:500 นั่นแปลว่า เราใช้ทุนตัวเองเพียง $200 ในการเทรด 100,000 unit (หรือ 1 lot จะได้จุดละ $10) เองครับ 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น Leverage ก็เป็นดาบ 2 คม ที่ทั้งทำให้ รวย-จน ได้ในพริบตา 

Leverage และการที่มันวิ่งขึ้นลงทั้งวัน นี่แหล่ะครับ ที่ทำให้ Forex สนุก และเร้าใจ 

Leverage คืออะไรความหมายง่ายๆของ เลเวอเรจ (Leverage) คือ จำนวนเปอร์เซนที่ได้ยืมเงินจากโบรกเกอร์เพื่อทำการเปิดออเดอร์เทรด ยกตัวอย่างเช่นเมื่อคุณซื้อ 100 หุ้นในตลาดหุ้นโดยที่ราคาหุ้นละ 10 $ ต่อหุ้น คุณต้องใช้เงิน 1000$ เพื่อเปิดการเทรด บางโบรกเกอร์ให้คุณยืมเงินเพื่อเทรดสูงถึง 50-80% ของมูลค่าหุ้นทั้งหมด แทนที่คุณจะใช้เงิน 1000$ แต่คุณกลับใช้แค่ 500 $ เท่านั้น เพื่อทำการเทรด สิ่งนี้แหระที่ทำให้เทรดเดอร์สามารถซื้อหุ้นได้มาก โดยใช้เงินเท่าเดิม อย่างไรก็ตามทางโบรกเกอร์ก็จะชาร์จกำไรจากการยืมของคุณ หลักการณ์นี้ก็น้ำมาใช้กับตลาดForex 

แต่โบรกเกอร์ฟอเร็กให้คุณยืมถึง 99 % ของทั้งหมดเพื่อให้คุณเปิดการเทรดและคุณก็ใช้มันเพียงแค่ 1 % เท่านั้น ถ้าคุณต้องการเทรด 1000$ คุณใช้มันเพียงแค่ 10 $ นี่แหระครับ คือความแตกต่างระหว่างตลาดหุ้นและตลาดฟอเร็กซ์ และตลาดฟอเร็กไม่ชาร์จกำไรจากการยืมของคุณด้วย 

เอาล่ะครับ หลายๆคนอาจจะงง เรามาดูกันเลยครับ ว่า Leverage ที่โบรกเกอร์ฟอเร็กได้กำหนดไว้มีเท่าไรบ้าง 
โดยส่วนมากโบรกเกอร์จะกำหนด Leverage ตั้งแต่ 
Leverage 
1:1 
1:2 
1:10 
1:100 
1:200 
1:400 
1:500 
1:1000 เฉพาะบางโบรกเกอร์ เท่านั้นเช่นโบรก Exness และ Instaforex 
ผมจะยกตัวอย่างการเทรดที่ Leverage 1:100 
สมมติว่าผมต้องการซื้อ EUR ที่ 100 units ผมจะใช้เงินของผม 1 units เท่านั้นเพื่อซื้อ EUR 100 units ถ้าซื้อ EUR/USD ที่ราคา 1.2750 เมื่อราคาขึ้นไปถึง 1.2800 ผลต่างของราคาเท่ากับ 50 pips ผมพอใจแล้ว ก็ทำการขาย ผมได้กำไร 50 pips 

มาดูตัวอย่างการคำนวณครับ จากหัวข้อ เรื่อง Pips และ Lot ใครยังไม่ได้อ่านกลับไปอ่านนะครับ 
(pip value / ราคาที่คุณปิด ) คูณด้วย Unit ที่คุณทำการ Buy Sell 
=(0.001/1.2800)*100=0.39 $ 
หรือผมอาจจะคิดแบบนี้ สมมติว่า ผมต้องการซื้อ EUR ที่อัตราแลกเปลี่ยน ณ ปัจจุบัน EUR/USD =1.2750 เป็นจำนวน 100 $ ผมจึงใช้เงินของผม 1 $ บัญชีของผมเป็น Leverage 1:100 ดังนั้นผมต้องยืมโบรกเกอร์อีก 99$ เมื่อผมซื้อแล้ว ผมจะได้ EUR มา 78.43 Euro และเมื่อราคาขึ้นไป 1.2800 ผมได้ กำไร 50 pips ผมตัดสินใจขายยูโร ที่ผมซื้อมา จะได้ 78.43*1.2800=100.39 $ นี่คือกำไรของผม 
100.39 $ แต่ผมได้ยืมโบรกเกอร์มา 99 $ ทางโบรกเกอร์จะหักเงินอัตโนมัติ แล้วที่เหลือก็คือ 1.39 $ สรุปคือ ถ้าได้กำไรมา 0.39 $ จากการเทรดเงิน 1 $ เมื่อราคาเคลื่อนที่ 50 pips 

แต่ปัจจุบันนี้ ทางโบรกเกอร์กำหนดให้เราแล้ว ว่า ถ้าราคาเคลื่อนที่ไป 1 pip ถ้าเราซื้อ 1 $ เราจะได้ 0.01 $ ดังนั้นจากตัวอย่างข้างบน ได้มา 50 pips ผมจะได้เงิน 0.50$ 

Use Margin คือ จำนวนเงินที่เราใช้เทรดในแต่ละครั้ง 

ความสัมพันธ์ระหว่าง Lot , Leverage และ Use Margin 
ประเภทของบัญชีในการเทรด Forex จะมีอยู่หลายประเภท แต่ที่หลักๆ ที่ใช้กันคือมีสามประเภทคือ 
1.Standard Account 
2.Mini Account 
3.Micro Account 
ผมจะเทียบความสัมพันธ์ระหว่าง Lot , Leverage และ Use Margin ของ บัญชี Standard นะครับ 

Leverage ความต้องการเทรด Use Margin 

1:100 1 lot(100,000$) 1000$ 

1:200 1 lot(100,000$) 500$ 

1:400 1 lot(100,000$) 250$ 

การเทรด 1 Lot คือ การใช้ Use Margin 1000 ดอลล่า เพื่อที่จะเทรดฟอเร็กซ์ โดยใช้ Leverage 1:100 หมายความว่า คุณต้องมีเงินในบัญชีเทรดฟอเร็กซ์มากกว่า 1000 $ คุณจึงจะเทรดที่ 1 Lot ได้ และการเปลี่ยนแปลงต่อจุด ถ้าราคาเคลื่อนที่ไป 1 pips จะเท่ากับ 10 $ เพราะฉะนั้น ถ้าคุณมีเงินแค่ 1000 $ แล้วคุณปล่อยให้ลบ 100 pips บัญชีของคุณก็จะโดน Margin Call ทันที ถ้าคุณไม่มี Margin โบรกเกอร์ก็จะตัดทันที 
Leverage 1 :200 สิ่งที่แตกต่างของ Leverage 1:200 คือ จำนวนเงินที่ใช้เทรด Use Margin จะน้อยกว่า 1:100 แต่ การเปลี่ยนแปลงต่อ 1 pip เท่ากับ 10 $ เหมือนกัน 
ไม่ว่าคุณจะเล่นที่ Leverage เท่าไร การเปลี่ยนแปลงต่อ 1 pips ก็ยังคงเท่าเดิม 
ซึ่งตอนนี้บางโบรกเกอร์ สร้าง Leverage สูงๆ ขึ้นมาเพื่อให้พวก Scalper ที่เล่นสั้นๆ ลงเงินเยอะๆ อย่างเช่น Loeverage 1:1000 ถ้าคุณมีเงิน 1000 $ ในบัญชี คุณสามารถเทรด 5 Lot ได้ ซึ่งก็หมายความว่า คุณต้องการให้ได้กำไร 50 $ ต่อ pips แต่ถ้าราคาไม่เป็นดังที่คุณต้องการ ราคาลบไป 20 pips 
พอร์ตของคุณก็จะเกลี้ยงทันที 


สำหรับไบนารี่ ออปชั่น( BINARY OPTIONS )

มีเนื้อหาดังนี้ 
เป็นการเทรด ออปชั่นชนิดหนึ่ง ที่ย่นย่อเอาความยุ่งยากทั้งมวลของการเทรดมาเป็นการเทรด ออปชั่นที่ง่ายๆ โดยมีสินค้าอ้างอิงใหญ่ๆอยู่ 3 ประเภทคือ 1.เทรดหุ้นต่างประเทศ ทุกตลาดทั่วโลก (แต่ที่นิยมคือ หุ้นสหรัฐอเมริกา) 2.เทรด ค่าอัตราแลกเปลี่ยนเงิน หรือ forex เช่น E-U,U-J, U-C,G-U รวมถึง การเทรด CFD หรือดัชนีหุ้นต่างประเทศเช่น Dow jone, Nasdaq, S&P, Nikei, 3.เทรดสินค้าอ้างอิงจาก Future เช่น ทองคำ น้ำมัน โลหะ และสินค้าฟิวเจอร์อื่นๆ 

การเทรด ไบนารี่ออปชั่น ในแต่ละโบรกเกอร์จะมีเงื่อนไขในการทำกำไรต่อ หนึ่งสัญญา ไม่เท่ากัน เช่น กำไร 77% 80% โดยทั่วไปจะอยู่ระหว่าง 70-80% ต่อหนึ่งสัญญา โดยวิธีนี้ผู้ลงทุนจะมีการจำกัดความเสี่ยงเท่าที่จำนวนเงินค่า Premium ในแต่ละสัญญา จึงไม่มีตัวมาร์จิ้นเข้ามาเกี่ยวข้อง ตัวอย่างเช่น นำเงินมาลงทุน 1000 เหรียญ ซื้อสัญญา Option ของหุ้น ดาวโจน หรือหุ้นใดๆ ที่เราสามารถวิเคราะห์ทิศทางการตลาดได้แม่นยำ ซื้อไป 10 เหรียญต่อหนึ่งสัญญา ถ้าถือไว้ 2 สัญญา อีกสัญญาหนึ่ง 30 เหรียญ เมื่อวิเคราะห์ว่าหุ้นขึ้นแน่นอน จึงเทรด Call Option รวมเงิน 40 เหรียญเงินในบัญชียังมีอยู่ 960 เหรียญ 

เมื่อวิเคราะห์ทิศทางถูกต้อง ถือสัญญาที่มีอายุสิ้นสุด 1 วัน (ปกติเมืองไทย จะ 04.00 น.) ณ เวลาที่สิ้นสุดสัญญาปรากฏว่า หุ้นดาวโจนขึ้นไป 100 กว่าจุดเมื่อสัญญาสิ้นสุดลง ได้กำไร 88 % สัญญาแรก ได้ 8.8 เหรียญ สัญญาที่สองได้ 26.4 รวมกำไร สองสัญญาเป็น 35.2 เหรียญในหนึ่งวัน เมื่อรวมเงินลงทุนแล้วจะเป็น 75.2 เหรียญ ดังนั้นเงินในบัญชีจะเพิ่มเป็น 1035.2 เหรียญ 

หมายเหตุ: 
1.การเทรดออปชั่นจริงๆ กำไรจะถูกคูณด้วยจำนวนจุดยิ่งการเคลื่อนไหวของสินค้านั้นในตลาดเคลื่อนไหวสูง ก็จะมีตัวคูณของกำไรมากตามไปด้วย 
2.การเทรด ไบนารี่ออปชั่น กำไรจะถูกฟิกซ์เป็นเปอเซ็นต์ เช่น 70 80 เปอร์เซ็นต์ หรือขึนอยู่กับแต่ละโบรกเกอร์ จะกำหนด ไม่มีจำนวนจุดมาเกี่ยวข้อง ขอให้ถูกทางว่าเป็น Call option หรือ Put option เท่านั้น 


สรุปง่ายๆ สำหรับสำหรับการเทรดแบบ Binary Option 
การเทรดแบบ ไบนารี่ ออปชั่นนั้น เป็นการเทรดแบบง่ายๆ โดยไม่จำเป็นจะต้องไปจับคู่กับคู่ค้า ซึ่งเป็นผู้ถือสัญญาเอาไว้ โบรกเกอร์จะเป็นคนจัดการให้ผ่านโปรแกรมการเทรด ไบนารี่ ออปชั่น ผู้เทรดเพียงต่องมีความรู้ในการ คัดเลือก ตัวหุ้น หรือ คู่เงิน หรือสินค้าอ้างอิงอื่นๆ ที่ตนเองสนใจจะเข้าไปซื้อ หรือ ขายด้วย ไบนารี่ ออปชั่น นอกจากคัดเลือกสินค้าแล้วยังต้องคอยติดตามและวิเคราะห์ ธรรมชาติตลาดของสินค้านั้นๆ โดยวิเคราะห์ทางเทคนิค เหมือนกับการเทรด หุ้น เทรดฟอเร็กซ์ หรือฟิวเจอร์ ก่อนอื่นนักเทรดควรจะเข้าใจในสิ่งนี้ 


1.Call Option เป็นการเทรด ออปชั่น ในฝั่งขาขึ้น หรือในฟอเร็กซ์ หรือหุ้น ที่เราเรียกว่า Buy หรือ Long 
2.Put Option เป็นการเทรด ออปชั่น ในฝั่งขาลง หรือ ในฟอเร็กซ์ หรือหุ้น ที่เราเรียกว่า Sell หรือ Short 

นักเทรดมีทางเลือกอยู่ 2 ทางคือ Call และ Put หรือ ขึ้น และ ลง 

3.ระยะเวลา หรืออายุของสัญญา ในการเทรด แบบไบนารี ออปชั่น แต่ละโบรกเอร์จะกำหนดระยะเวลาของสัญญา ในหุ้น ตราสาร หรือ ฟิวเจอร์ไว้แตกต่างกันเช่น ภายใน 1 วัน (มีตั้งแต่ 5 นาที 30 นาที หนึ่งชั่วโมง 5 ชั่วโมง 10 ชั่วโมง) 1 สัปดาห์ 1 เดือน หรือ 1 ปี 


จุดเด่น: 
1. สามารถเปิดบัญชีขั้นต่ำ เพียง $50 เท่านั้น 
2. สามารถเทรดขั้นต่ำ เพียง $1 เท่านั้น 
3. Provider Platform เช่นเดียวกันกับโบรกเกอร์ใหญ่ๆ 
4. รองรับบัตรเครดิตและบัตรเดบิต (Virtual Card) ของประเทศไทย 




บทสรุปของโบรกเกอร์ Binary Option ทั่วโลก: 
จากการค้นคว้าและทดสอบจากโบรกเกอร์ Binary Option หลายๆ แห่งทั่วโลก ทำให้รู้ว่าโบรกเกอร์ในแต่ละแห่งมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันออกไป แบ่งได้เป็นหัวข้อใหญ่ๆ ดังนี้ 
1. เงินลงทุนเปิดบัญชีขั้นต่ำ 
โบรกเกอร์ แต่ละแหล่งกำหนดไว้แตกต่างกัน เริ่มต้นตั้งแต่ $50 ไปจนถึง $500 และบางโบรกเกอร์แค่เราลงทะเบียนก็ได้รับเงินทันที $25 แล้วครับ 

2. เงินลงทุนในการเทรดขั้นต่ำแต่ละครั้ง 
ใน การเทรดแต่ละครั้งจะมีการกำหนดเลยว่าจะต้องลงทุนอย่างน้อยเท่าไหร่ โบรกเกอร์ส่วนใหญ่จะเริ่มต้นที่ $25 เลยทีเดียว แต่ก็มีบางโบรกเกอร์เริ่มต้นเทรดได้ที่ $1, $5, $10 ซึ่งเป็นข้อดีสำหรับมือใหม่ครับ 

3. ลูกเล่นในการเทรด แบ่งได้ประมาณ 5 แบบ ดังนี้ 
- Binary Options หมดอายุตามช่วงเวลา เริ่มจากทุก 10 นาที, 15 นาที, 30 นาที, 60 นาที หรือนานกว่านั้น 
- Option Builder กำหนดเวลาหมดอายุและความเสี่ยงตามเงื่อนไขของโบรกเกอร์ 
- One Touch (Touch/No Touch) วิเคราะห์ว่าราคาจะแตะเส้นหรือไม่? 
- 60 Seconds หมดอายุภายใน 60 วินาที 
- Boundary (In/Out) วิเคราะห์ว่าราคาจะอยู่ในกรอบของ In/Out หรือไม่? 

4. Platform ของโบรกเกอร์ 
โบรกเกอร์ ส่วนใหญ่ เราไม่จำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรมใดๆ เพียงแค่เรา Login หน้าเวปไซต์ก็สามารถเลือกเทรดได้ทันที แต่บางโบรกเกอร์ก็มีทางเลือกอื่นๆ ให้ เช่น เทรดบน iPhone, iPad, Android เป็นต้น 

5. การฝากถอนเงิน 
โบรกเกอร์ ส่วนใหญ่ในฝากผ่านบัตรเครดิตได้ทันที แต่บางโบรกเกอร์ก็สามารถใช้ Moneybookers ได้ ส่วนประเทศไทยหากเราไม่มีบัตรเครดิตก็สามารถใช้ Visa Debit Card ได้เช่นกัน 
• The Reversal การกลับรายการ 
• The Straddle นั่งคร่อม 
• The Double Trade การค้าที่มีเตียงคู่ 
• The Knock on Effect (also known as “Market Pull Strategy”) เคาะบนผล (ที่รู้จักกันว่า "กลยุทธ์ดึงตลาด") 

คำสังสำหรับ ฟอเร็ก ใช้คำสั่งเหมือนฟิวเจอร์ ก็คือ 

1.เมื่อคาดการณ์ว่าหุ้นขึ้น ,ราคาขึ้น, กราฟขึ้น ส่งคำสั่ง buy to open ฝั่ง buy ต้องการปิดสัญญาให้ทำตรงข้าม เพื่อรับรู้กำไร/p/l ส่งคำสั่ง sell to close 

2.เมื่อคาดการว่าหุ้นลง,ราคาลง,กราฟลง ส่งคำสั่ง sell to open ฝั่ง sell ต้องการปิดสัญญาให้ทำตรงข้าม เพื่อรับรู้กำไร/p/l ส่งคำสั่ง buy to close 

สำหรับโบรกเกอร์ 

เวลาสมัครเตรียม scan สีบัตรประชาชนหน้า-หลังและทะเบียนบ้าน save ข้อมูลเตรียมไว้ เพื่อส่งยืนยันตัวตนที่แท้จริงของเราเองในการสมัคร มีข้อสงสัยโทรมาได้ทันที 0837142630 ดูแลตลอดเวลา 24 ชั่วโมง และbattdee@hotmail.com ( ลิ้งเป็นบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ดีที่สุดที่คัดเลือกแล้วโดยสถาบัน )มีตัวสินค้ามากที่สุด สามารถดูได้ทั้ง forex , stock , binaryoption, futures , optionsอเมริกา ในการตั้ง indicator ในหน้าจอเทรดเดียวกัน 

คลิกที่ลิ้งด้านล่างนี้ สามารถสมัครเปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ได้ทันที โดยต้องเตรียม scan สีบัตรประชาชน หน้า-หลัง และ ทะเบียนบ้าน ตามลำดับบันทึกข้อมูลไว้ สำหรับใช้เปิดบัญชียืนยันตัวตนของเราว่าอยู่ ณ ที่ประเทศนั้นๆจริง 

http://www.ironfx.com/en/register?utm_source=121607&utm_medium=ib_link&utm_campaign=IB 

การกรอกข้อมูลเปิดบัญชีมี 3 ขั้นตอน สำหรับในส่วนที่อยู่ของท่านเลขที่ ที่อยู่ ( ไม่ใช้ เครื่องหมาย / ใส่ ให้ใช้ เว้นวรรค ใส่แทนนะครับ ) 

เมื่อสมัครเปิดบัญชีเสร็จแล้วทาง โบรกเกอร์จะส่ง หน้าจอเทรดให้ท่านทาง EMAIL และจะส่ง userพร้อม password กับ เลขที่บัญชีจริงใช้เทรด และสามารถฝากเงินเข้าบัญชีท่านโดยใช้บัตรเดบิต และหรือ บัตรเครดิต 
ผ่านทางเว็บไซด์โบรกเกอร์ และสามารถถอนกำไรจากทางเว็บไซด์เช่นเดียวกันครับ 

เมื่อได้หน้าจอเทรดมาแล้ว ironfx metatrader 4 
สอนตั้งเซ็ทบัญชีที่หน้าจอเทรด ดังนี้ 
1.ดำเนินการติดตั้งบัญชี ฝึกเทรด DEMO 
คลิกขวาที่ accounts ใต้ navigator คลิก open an account insert กรอกรายละเอียดข้อมูลให้ครบ ดำเนินการจนจบขั้นตอน ก็จะได้เลขที่บัญชีฝึกเทรด 7 ตัว เด้งขึ้นมาอยู่ที่ใต้ account 
2.การตั้งบัญชีเทรดจริง REAL 
ดับเบิลคลิกที่ เลขที่บัญชี DEMO 7 ตัว จากนั้นในช่อง login ให้ใส่เลขที่บัญชีจริง (ที่ส่งให้ทาง mail) ใส่เข้าไป 
ต่อมา ใส่ password ที่ได้มาเข้าไป และใส่ server ที่ได้มาเข้าไป สุดท้ายคลิกที่ login ด้านล่างสุด 
ก็จะได้บัญชีจริงเทรดจริง ไปปรากฏอยู่คู่กับ demo เวลาใช้งานก็ดับเบิลคลิกที่เลขที่บัญชีจริงและหรือบัญชีฝึกได้เลย 

สอนวิธีติดตั้งเซ็ท set กราฟ และ indicators ก่อนอื่นต้องดับเบิลคลิกตัวใดตัวหนึ่งในหน้าจอ 4 หน้า ให้เป็นหน้าเต็มขึ้นมา 1 หน้าก่อน 
1.คลิกที่ indicators แถวด้านบนสุด รูปสัญลักษณ์(เครื่องหมายบวกสีเขียวมีตัวfเล็กๆ) 
2.คลิกที่ trend ,oscillators ,volumes , bill wiliams ,custom แล้วเลือกรายละเอียดมีรวมทั้งหมด 51 indicators ครับ ใช้ได้ผล100% มี MACD และ RSI และ EMAและSTOCH ใช้จุดตัดเข้าซื้อเปิดถานะ และจุดขายเอากำไร 

สอน วิธีการเทรดซื้อ-ขาย ( BUY –SELL ) 
1.ดัลเบิลคลิกที่คู่สกุลเงิน (ใต้ market watch) 
2.ส่งคำสั่ง BUY(สีฟ้า) และหรือ SELL(สีแดง) ที่เราต้องการ ตามทิศทางที่คาดการณ์ไว้ (กราฟขึ้นbuy 
กราฟลงsell ) ไปศึกษาเพิ่มเติมใน HTTP://TUTORSNINE.IN.TH 
3.ปิดคำสังเพื่อเอากำไร โดยคลิกขวาที่ buy และหรือ sell ที่ชุด order ด้านล่าง ใต้ type (ถ้าเราbuyไว้ ก็คลิกขวาที่ buy) ต่อไปคลิก close order จากนั้นคลิก closeแถบสีเหลืองอ่อน กำไรก็จะวิ่งเข้าบัญชีทันที 


สถาบันติวเตอร์ไนน์(NINE) HTTP://TUTORSNINE.IN.TH 
อาจารย์ PITAYA สนใจโปรดโทร 0837142630 ณ.เวลาทำการ 8.00-17.00น 

อยากให้คนไทยทุกคนเก่ง และ ร่ำรวย เหมือนต่างประเทศ


ความรู้เกี่ยวกับ FUTURES

  ฟิวเจอร์ส หมายถึง สัญญา หรือข้อตกลงระหว่างบุคคล 2 ฝ่ายคือ “ผู้ซื้อ” กับ “ผู้ขาย”
ในการตกลงที่จะซื้อหรือขายสินค้า หรือสินทรัพย์อ้างอิงใดๆ
โดยการตกลงซื้อขายดังกล่าวเป็นการตกลง ณ วันนี้ แต่ใช้ราคาในอนาคต
และการส่งมอบสินค้าก็จะเกิดขึ้นในอนาคต    ในส่วนของ
สินค้าหรือสินทรัพย์อ้างอิง ที่ใช้ในการซื้อหรือขายสำหรับฟิวเจอร์สนั้น แบ่งเป็น
2 กลุ่มหลักๆ
คือ

1. สินค้าโภคภัณฑ์ หรือสินค้าเกษตร (Commodity
Futures) เช่น
น้ำมัน ทองคำ เหล็ก ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา กาแฟ เป็นต้น สำหรับประเทศไทยได้จัดตั้งตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย
(AFET) เพื่อเป็นตลาดสำหรับการซื้อขายสินค้า

เกษตรล่วงหน้า ซึ่งปัจจุบันมีสินค้าอยู่ 6 รายการ
ได้แก่ ยางแผ่นรมควันชั้น 3, ข้าวขาว 5%, ยางแท่ง, น้ำยางข้น, แป้งมันสำปะหลัง
และมันเส้น

2. สินทรัพย์ทางการเงิน (Financial Futures) เช่น หุ้น พันธบัตร เงินตราต่างประเทศ
ดัชนีราคาหลักทรัพย์ เป็นต้น

ทองคำ  แร่เงิน  
อัตราแลกเปรี่ยนสกุลเงิน  หุ้นstock futures

 สถานะของฟิวเจอร์ส 

        
Long Position เป็นสถานะของผู้ซื้อสัญญาฟิวเจอร์ส
หรือเรียกว่า 

“ฐานะซื้อ” ตัวอย่างเช่น นักลงทุนคาดการณ์
ดัชนี SET50 จะปรับตัวเพิ่มขึ้น

ในอีก 2 เดือนข้างหน้า นักลงทุนจึงซื้อ SET50
Index Futures เราเรียกสถานะของนักลงทุนเช่นนี้ว่า
สถานะของผู้ซื้อสัญญาฟิวเจอร์ส (Long Position)    สำหรับต่างประเทศก็เช่นเดียวกัน อยู่ที่ futures อิงกับสินค้าตัวไหน

Short Position เป็นสถานะของผู้ขายสัญญาฟิวเจอร์ส
หรือเรียกว่า 

“ฐานะขาย” ตัวอย่างเช่น นักลงทุนคาดการณ์
ดัชนี SET50 จะปรับตัวลดลง

ในอีก 2 เดือนข้างหน้า นักลงทุนจึงขาย SET50
Index Futures เราเรียกสถานะของนักลงทุนเช่นนี้ว่า
สถานะของผู้ขายสัญญาฟิวเจอร์ส (Short Position)   สำหรับต่างประเทศก็เช่นเดียวกัน อยู่ที่ futures
อิงกับสินค้าตัวไหน

อายุของสัญญา สัญญาซื้อขายฟิวเจอร์สโดยปกติจะมีการกำหนดวันสิ้นสุดอายุไว้อย่างชัดเจน
ซึ่งตลาดอนุพันธ์กำหนดให้วันสิ้นสุดของสัญญา คือ ทุกสิ้นไตรมาส ได้แก่ เดือนมีนาคม
มิถุนายน กันยายน และธันวาคม
ในแต่ละสัญญาที่สิ้นสุดทุกไตรมาสนั้นตลาดอนุพันธ์จะกำหนดวันที่สิ้นสุดของสัญญา
และวันสุดท้ายของการซื้อขายเป็น

วันทำการก่อนหน้าวันทำการสุดท้ายของเดือน

StockFutures   คือ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงราคาหุ้น
เป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าประเภทหนึ่งในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า(TFEX) โดยผู้ซื้อและผู้ขายตกลงกันในวันนี้ว่า
ในอนาคตจะซื้อขายหุ้นกันที่ราคาเท่าไร จำนวนเท่าใด ด้วยคุณลักษณะดังกล่าว ทำให้ Stock
Futures เป็นสินค้าที่มีคุณสมบัติน่าสนใจซื้อขาย
สำหรับทั้งผู้ลงทุนในหุ้นอยู่แล้ว และผู้สนใจทั่วไป กล่าวคือ
เป็นช่องทางสร้างผลกำไรใหม่ๆ ใช้สร้างผลกำไรได้สองทาง สามารถ
"ซื้อก่อนขาย" หรือ "ขายก่อนซื้อ"
ทำให้ผู้ลงทุนสามารถทำกำไรจากส่วนต่างราคาได้ในทุกสภาพตลาด 

 
หลักประกันสองประเภทหลักๆ
ที่ผู้ลงทุนควรให้ความสนใจก่อนซื้อขาย ได้แก่ หลักประกันขั้นต้น (Initial Margin) 

และหลักประกันรักษาสภาพ (Maintenance
Margin) เนื่องจากในการซื้อขายอนุพันธ์
ผู้ลงทุนต้องวางเงินประกันขั้นต้น 

ตามระดับที่โบรกเกอร์อนุพันธ์กำหนดไว้ก่อนการซื้อขาย
และหลังจากซื้อขายแล้ว โบรกเกอร์จะคำนวณกำไรขาดทุนให้

ผู้ลงทุนทุกวันทำการ
ทำให้เงินในบัญชีของผู้ลงทุนอาจเคลื่อนไหว เพิ่มขึ้นหรือลดลง
ตามราคาฟิวเจอร์สที่เปลี่ยนแปลงไป

ในแต่ละวัน ทั้งนี้ ตามเกณฑ์แล้ว โบรกเกอร์อนุัพันธ์จะต้องให้ผู้ลงทุนวางหลักประกันไม่ต่ำกว่า
1.35 เท่าของระดับที่บริษัท
สำนักหักบัญชี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Thailand Clearing House (TCH)
 เรียกเก็บกับโบรกเกอร์
แต่ในทางปฏิบัติแล้ว โบรกเกอร์อนุพันธ์จะใช้แนวทางที่ชมรมผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (FI Club) กำหนด
ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1.9 เท่าสำหรับผู้ลงทุนทั่วไป และ
1.35 เท่าสำหรับผู้ลงทุนสถาบัน

 การซื้อขาย Stock Futures

การซื้อขายอนุพันธ์มีขั้นตอนหรือกระบวนการซื้อขาย
ที่คล้ายกับการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ คือ
ผู้ลงทุนจะทำการส่งคำสั่งซื้อหรือขายผ่านโบรกเกอร์ โดยโบรกเกอร์นี้ต้องเป็นบริษัทสมาชิกของตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเมื่อผู้ลงทุนส่งคำสั่งซื้อขายผ่านโบรกเกอร์แล้ว
โบรกเกอร์จะส่งคำสั่งซื้อขายต่อมายังระบบซื้อขายของตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อให้ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางคอยจับคู่คำสั่งซื้อ-ขายด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์
     
เมื่อคําสั่งซื้อขายได้รับการจับคุ่แล้ว ระบบจะส่งรายละเอียดของรายการซื้อขายนั้นต่อไปยังสํานักหักบัญชี (TCH)เพื่อทําหน้าที่ในการชําระราคา หรือพูดง่ายๆ ก็คือสำนักหักบัญชีจะทำหน้าที่คิดกําไรขาดทุนที่เกิดขึ้นในแต่ละวันและดูแลการรับและจ่ายเงิน ซึ่งการชำระกำไรขาดทุนนี้ จะเกิดขึ้น 1 วันหลังจากที่ผู้ลงทุนซื้อหรือขายในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า(T+1)


ฟอร์เร็กและไบนารี่ออปชั่นและฟิวเจอร์...ฟรีฟรีฟรี...สำหรับทุกคนทั่วโลก...ทำเงิน 24 ชั่วโมง


สำหรับท่านที่สนใจ สามารถเรียนรู้แบบเจาะลึก สามารถทำกำไรได้ทุกครั้งที่เทรด ได้ที่ สถาบันติวเตอร์ไนน์ 

1.ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพระรามที่2 เวลาทำการ 10.00-17.00 น 
2.ที่เซ็นทรัลพลาซ่าบางนา
   และสำหรับภาคเหนือเรียนที่ อำเภอเมือง หล่มสัก  จ.เพชรบูรณ์
3.เซ็นทรัล ฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต

4.เรียนทางไกลทุกจังหวัดทั่วประเทศ และทุกประเทศทั่วโลก ผ่านทางช่องทาง line และ email พร้อมกัน โดยใช้สื่อการสอน 
พร้อมรายละเอียดข้อมูลจริงและรูปภาพประกอบจริงชัดเจนด้วยสื่อ powerpoint เคลื่อนไหวต่อเนื่อง



HTTP://BATTDEE-OPTIONS.IN.TH 
HTTP://BATTDEE-OPTIONS.WEBIZ.CO.TH 
HTTP://TUTORSNINE.IN.TH สถาบันติวเตอร์ไนน์ 
https://plus.google.com/106543706586811815468/posts
http://www.pantipmarket.com/items/12181643 
http://www.pantipmarket.com/items/13065736 
http://www.pantipmarket.com/items/12267464 
http://www.pantipmarket.com/items/13038797 
http://www.pantipmarket.com/items/12775489 
http://www.pantipmarket.com/items/13628975 

********* ถ้าสนใจเรียน วันเสาร์ อาทิตย์ โปรดติดต่อทาง MAIL = battgsdee@hotmail.com หรือทาง 
LINE= PITAYA_RIN 
โทรติดต่อ อาจารย์พิทยา   โทร 0958641592


 

     








 

 

 










powered by ธุรกิจไทย GO ONLINE